ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์กับความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ

ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์กับความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ

ในปัจจุบัน จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารและความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ต

ทำให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัตรเครดิต บัตร ATM และบัตรทางการเงินอื่น ๆ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและกว้างขวาง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้ไปแล้ว ประกอบกับพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ได้ห้ามการปฏิเสธผลผูกพันทางกฎหมายของข้อความใดๆ ที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และยังได้รับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เสมอกับการทำเป็นหนังสือหรือหลักฐานเป็นหนังสือ การรับรองผลตามกฎหมายของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนกำหนดให้สามารถรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ ทำให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นที่น่าเชื่อถือและมีผลในทางกฎหมายเช่นเดียวกับการทำธุรกรรมโดยวิธีการทั่วไปที่มีมาแต่เดิม ซึ่งมีผลให้การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางตามไปด้วย

เพื่อเป็นการคุ้มครองสุจริตชนในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ในปี พ.ศ. 2547 จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติเพิ่มเติมความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์เอาไว้ โดยความผิดที่สำคัญ เช่น ความผิดฐานปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ การทำหรือมีเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับปลอมหรือแปลง หรือสำหรับให้ได้ข้อมูลในการปลอมหรือแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ การนำเข้าหรือส่งออกบัตรหรือเครื่องมือทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม การจำหน่ายหรือมีบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมไว้เพื่อจำหน่าย รวมถึงการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริงของผู้อื่นโดยมิชอบ หรือมีบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริงของผู้อื่นไว้เพื่อนำออกใช้โดยมิชอบ เป็นต้น

ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายอาญาได้ให้ความหมายของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไว้เป็นสามประเภท คือ

(ก) เอกสารหรือวัตถุอื่นไม่ว่าจะมีรูปลักษณะใดที่ออกให้แก่ผู้มีสิทธิ์ใช้ ไม่ว่าจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยบันทึกข้อมูลหรือรหัสไว้ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีการอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสงหรือวิธีการทางแม่เหล็กให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข รหัส หมายเลขบัตร หรือสัญลักษณ์อื่นใด ทั้งที่สามารถมองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ตัวอย่างเช่น บัตร ATM บัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรที่ใช้เปิดประตูห้องพักโรงแรม บัตรประจำตัวประชาชนรูปแบบใหม่ บัตรที่ใช้ชำระค่าอาหารในศูนย์อาหาร เป็นต้น โดยทั่วไปมักจะใช้วิธีบันทึกข้อมูลไว้ในบัตรโดยใช้แถบแม่เหล็ก (Magnatic Card) หรือการฝังชิป (Chip) หรืออาจใช้หน่วยบันทึกความจำรูปแบบอื่น ๆ

(ข) ข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องมือทางตัวเลขใด ๆ ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิ์ใช้ โดยมิได้มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ แต่มีวิธีการใช้ในทำนองเดียวกับบัตรหรือวัตถุในข้อ (ก) ตัวอย่างเช่น รหัสบัตร ATM รหัสชุดหมายเลขสำหรับเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ รหัสที่ใช้ในการเชื่อมต่อบริการอินเทอร์เน็ต รหัสที่ธนาคารให้แก่ลูกค้าเพื่อใช้ในการยืนยันการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าบัตรอิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้ไม่มีสภาพเป็นบัตรหรือวัตถุใด ๆ ให้จับต้องได้เลย

(ค) สิ่งอื่นใดที่ใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ เช่น ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการระบุตัวบุคคลจากลักษณะเฉพาะทางกายภาพของแต่ละคน เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ ลักษณะม่านตา รูปแบบคลื่นเสียง ซึ่งเมื่อใช้ประกอบเข้ากับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่บันทึกไว้ก็จะสามารถระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของได้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาสิบปีที่ประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แต่การกระทำความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์กลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เห็นได้จากข่าวมิจฉาชีพโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต หรือการลักลอบถ่ายข้อมูลจากตู้เอทีเอ็ม รวมทั้งข่าวการจับกุมกลุ่มผู้กระทำความผิดพร้อมบัตรปลอม ซึ่งกลายเป็นข่าวประจำวันไปแล้ว โดยมักพบว่าผู้กระทำความผิดทำงานเป็นขบวนการมีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศในลักษณะการกระทำความผิดข้ามชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของบัตรที่แท้จริงเป็นมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก ทำให้ทั้งภาคราชการและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ออกมาประชาสัมพันธ์แนวทางการระวัง การป้องกันและแก้ไขปัญหาแก่ผู้ใช้บัตรเป็นระยะๆ อีกทั้งผู้ประกอบการบางรายได้ปรับปรุงบริการ ด้วยการเพิ่มระบบการรักษาความปลอดภัยหรือเพิ่มบริการเสริมพิเศษ เช่นการให้บริการรหัสบัตรพิเศษแก่ลูกค้าที่ร้องขอเพื่อป้องกันการทุจริต เป็นต้น

คงต้องยอมรับว่าการลักลอบทำสำเนาข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นความผิดทางอาญานั้นมักจะเกิดขึ้นในสถานประกอบการเอกชน เช่น ที่ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร หรือร้านค้าต่างๆ และมักจะเป็นการลักลอบกระทำโดยพนักงานของสถานประกอบการเหล่านั้น โดยเมื่อผู้เสียหายใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการ พนักงานที่ทุจริตก็ลักลอบทำสำเนาข้อมูลไว้เพื่อขายข้อมูลให้แก่ขบวนการปลอมบัตรเครดิตต่อไป หรือลักลอบใช้บัตรเครดิตของลูกค้าต่างประเทศซื้อสินค้าโดยปลอมลายมือชื่อผู้เสียหาย เป็นต้น ซึ่งในส่วนนี้บทกฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นภาระเบื้องต้นของผู้ประกอบการโดยตรงที่จะต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างหากเกิดการลักลอบทำสำเนาขึ้น ซึ่งหากมีมาตรการดังกล่าวก็จะส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการตรวจสอบดูแลการปฏิบัติงานของลูกจ้าง รวมทั้งการหามาตรการป้องกันต่าง ๆ มิให้เกิดการกระทำความผิดขึ้นได้ด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ในปัจจุบันจะไม่มีมาตรการทางกฎหมายกับผู้ประกอบการในการช่วยตรวจสอบเฝ้าระวัง แต่ผู้ประกอบการก็ควรถือเป็นหน้าที่ร่วมกันในการช่วยลดการกระทำความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยเพิ่มความระมัดระวังเอาใจใส่พฤติการณ์ของพนักงานของตนที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าอย่างเข้มงวด ซึ่งจะเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของสถานประกอบการ สร้างความมั่นใจในการใช้บริการให้แก่ลูกค้า ซึ่งหากร่วมมือกันกระทำอย่างเข้มแข็งแล้วจะเป็นการร่วมกันรักษาภาพลักษณ์และระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมด้วยในเวลาเดียวกัน