วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องเป็น "ครม.ปฏิรูป"

นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศว่าจะทำงานอย่างสุจริต ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

และสร้างความสามัคคีอย่างกว้างขวาง

แม้จะไม่ได้กล่าวคำนี้ ผมก็ต้องสรุปว่ารัฐบาลของท่านจะต้องยึดมั่นเรื่อง “ปฏิรูป” เป็นหลักด้วย

เพราะความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเฉพาะกิจในระยะสั้นนี้ ขึ้นมาด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองที่สั่งสมมาช้านานด้วยการปฏิรูปใน 11 ด้านเป็นอย่างน้อย

ดังนั้น ตัวบุคคลและโครงสร้างของคณะรัฐมนตรีที่จะตั้งในไม่กี่วันข้างหน้านี้ ก็จะสะท้อนถึงการเลือกคนมาทำงานที่เชื่อมั่นในการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ข่าวคราวที่ออกมาชี้ไปในทางที่ว่ารัฐมนตรีจำนวนหนึ่งจะเป็นคนในเครื่องแบบทหารที่มาจาก คสช. และอีกจำนวนหนึ่งเป็นคนที่มีชื่อคุ้นเคยในบางวงการ แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็น “ครม.เพื่อการปฏิรูป” ทางด้านไหนบ้าง

จึงเป็นเรื่องท้าทายว่าพลเอกประยุทธ์ ที่เป็นหัวหน้า คสช. กับพลเอกประยุทธ์ที่เป็นนายกรัฐมนตรี จะผ่องถ่ายบุคลากรเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จะดำเนินไปในทางปฏิบัติอย่างจริงจังได้อย่างไร

ความคาดหวังของประชาชนต่อหัวหน้า คสช.อยู่ในระดับหนึ่ง และความคาดหวังของประชาชนต่อนายกรัฐมนตรีอยู่อีกระดับหนึ่งที่สูงขึ้นไปอีก เพราะตำแหน่งหลังนี้เป็นคนที่ต้องคลุกฝุ่นและบริหารการทำงานของคณะรัฐมนตรี ที่ไม่ได้ทำงานมาในสายทหารเหมือนกับทีมงานใน คสช.

ดังนั้น วิธีคิดและแนวทางการบริหาร ครม. จึงจะต้องแตกต่างออกไปจากการสั่งงาน คสช.

เส้นแบ่งการทำงานระหว่าง คสช. กับ ครม. ก็จะเป็นประเด็นใหม่เช่นกัน เพราะทั้งสองกลไกจะต้องทำงานประสานกันในหลาย ๆ ด้าน และหากไม่มีการบูรณาการให้ราบรื่น ก็อาจเกิดปัญหาความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวในหลาย ๆ เรื่องที่ประชาชนคาดหวังเช่นกัน

“ครม. เพื่อการฏิรูปป” ย่อมหมายถึงการมีวาระการทำงานที่สั้น, กระชับ, ตั้งเป้าหมายว่าภายในหนึ่งปีเศษ ๆ นี้จะทำอะไรก่อนหลัง และจะต้องสอดคล้องกับคำมั่นสัญญาของ คสช.ที่จะยกเครื่องระบบการบริหารของประเทศ สร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งบนพื้นฐานของความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ขณะเดียวกันก็สร้างความยั่งยืนระดับท้องถิ่นให้กับชาวบ้านโดยไม่เสพติดนโยบาย “ประชานิยม”

วาระเร่งด่วนของ ครม. ชุดใหม่จะต้องมีความชัดเจนในการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบทบาทไทยในอาเซียน ซึ่งแปลว่าในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงเนย์ปิดอว์ที่พม่า ปลายปีนี้ นายกฯของประเทศและรัฐมนตรีต่างประเทศไทยจะต้องสามารถยืนท่ามกลางผู้นำระดับโลก เช่น ประธานาธิบดีโอบามา ของสหรัฐ กับสีจิ้นผิงของจีนอย่างสง่างาม และตอบคำถามเรื่อง Roadmap ไปสู่ประชาธิปไตยได้อย่างฉาดฉาน

ครม.ชุดนี้จะต้องแสดงตนอย่างเข้มข้นว่า จะตั้งใจปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และความเปิดเผยโปร่งใสจะต้องเริ่มที่ตัวคณะรัฐมนตรีเอง อีกทั้งยังจะเปิดทางให้เอกชนเข้ามาร่วมการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐอย่างรอบด้าน เพื่อตอกย้ำความสำคัญของการเอาจริงเอาจังกับการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างไม่ไว้หน้า ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจเพียงใดก็ตาม

ครม.ชุดนี้จะต้องเปิดใจกว้างในการรับฟังความเห็นของคนทั่วไป โดยเฉพาะความเห็นต่างจากฝ่ายต่าง ๆ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ

ที่สำคัญอย่างยิ่งจะต้องไม่อ้างว่าการมีกฎอัยการศึกษานั้น แปลว่ารัฐบาลจะไม่ยอมให้ใครแสดงความเห็นที่แตกต่างไปจากคนในรัฐบาล เพราะข้ออ้างเรื่อง “ความมั่นคง” ที่ไร้ขอบเขตและขาดการตีความให้ชัดเจน ได้กลายเป็นเครื่องมือการปิดช่องทางการแสดงความเห็นอย่างจริงใจและเปิดกว้างของคนแวดวงต่าง ๆ

อีกทั้ง รัฐบาลจะต้องแสดงเหตุและผลให้ คสช. เห็นว่าการคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึก โดยไม่มีกรอบกำหนดเวลานั้น ไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์และความมั่นใจของคนไทยและต่างประเทศอย่างแน่นอน

ครม.ในภาวะ “ปฏิรูป” จึงเป็นเพียง ครม.เฉพาะกาลไม่ได้