ปัจจุบันมีการเก็บรวบรวม ใช้และโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปให้บุคคลที่สามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
เพราะในปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่ก้าวหน้ามากจนอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาเพื่อรองรับปัญหานี้และเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของบุคคลที่มีต่อองค์กรที่เก็บรวบรวมข้อมูล ดังที่ได้กล่าวไปในบทความฉบับก่อน กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสิงคโปร์ให้ความคุ้มครองต่อข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสร้างสรรค์มาก (โดยข้อมูลส่วนบุคคลมีความหมายอย่างกว้างหมายถึงข้อมูลใดๆ ที่สามารถใช้บ่งชี้ตัวบุคคลได้) โดยหนึ่งในมาตรการเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนก็คือการจัดให้มีทะเบียนห้ามโทร (Do Not Call Registry)
ทะเบียนห้ามโทร ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสิงคโปร์ เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อแสดงความประสงค์ที่จะไม่รับการติดต่อทางการตลาดตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ซึ่งองค์กรในสิงคโปร์ (ซึ่งหมายความรวมถึงบุคคลด้วย) มีหน้าที่ตรวจสอบกับทะเบียนดังกล่าวก่อนที่จะส่งข้อความทางการตลาดไปยังผู้บริโภค โดยครอบคลุมถึงข้อความเสียง ข้อความสั้นทางโทรศัพท์ และการส่งแฟกซ์ด้วย ในการตรวจสอบ ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องเปิดบัญชีบนเว็บไซต์ของ Do Not Call Registry ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการเปิดบัญชี 30 ดอลลาร์สิงคโปร์กรณีเป็นองค์กรในสิงคโปร์ และ 60 ดอลลาร์สิงคโปร์กรณีเป็นองค์กรที่จดทะเบียนในต่างประเทศ โดยทันทีที่เปิดบัญชีองค์กรจะได้รับเครดิต 500 เครดิต ซึ่งในการตรวจสอบเลขหมายแต่ละครั้งจะใช้เครดิต 1 เครดิต และในทุกๆ ปีแต่ละองค์กรก็ได้จะได้รับเครดิตฟรีปีละ 500 เครดิตด้วยซึ่งเป็นมาตรการในการช่วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไม่ให้มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามกฎหมายมากเกินไป ส่วนองค์กรใดที่ต้องการซื้อเครดิตเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบเลขหมายกับ Do Not Call Registry มากกว่า 500 เครดิตก็สามารถทำได้ โดยชำระค่าบริการล่วงหน้าตั้งแต่ 100 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ได้ 5,000 เครดิต) จนถึง 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ได้ 1 ล้านเครดิต)
มาตรการนี้หมายความว่า การจะติดต่อหรือส่งข้อมูลทางการตลาดไปที่เลขหมายใดจะไม่สามารถกระทำได้ฟรีๆ อีกต่อไป บริษัทหรือห้างร้านใดที่อยากจะทำการตลาดไม่สามารถเลือกสุ่มเลขหมายแล้วกดโทรหรือส่งข้อความไปยังผู้บริโภคตามอำเภอใจได้อีกต่อไป เพราะหากเป็นเช่นนั้นอาจถูกร้องเรียนและต้องรับโทษขั้นสูงตามกฎหมายได้ (ปรับสูงสุด 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 260,000 บาทต่อเรื่องร้องเรียน 1 เรื่อง และรวมโทษสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 26 ล้านบาท) ซึ่งปัจจุบันมีหลายบริษัทได้รับโทษปรับไปแล้ว เมื่อบริษัทใดทำการตรวจสอบเลขหมายใดแล้วพบว่าไม่อยู่ในทะเบียนห้ามโทร ก็จะสามารถทำการติดต่อทางการตลาดกับเลขหมายนั้นได้ภายใน 30 วัน เมื่อครบกำหนด 30 วันแล้ว บริษัทก็จะต้องทำการตรวจสอบเลขหมายนั้นกับทะเบียนห้ามโทรอีกครั้งหนึ่ง
หลักการของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสิงคโปร์ รวมทั้งทะเบียนห้ามโทร มีอยู่สามประการคือ ความยินยอม หมายความว่าการเก็บรวบรวม ใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำไม่ได้เว้นแต่เจ้าของข้อมูลจะได้รับทราบและให้ความยินยอม การที่บุคคลใดไปลงทะเบียนไว้ในทะเบียนห้ามโทรก็แปลว่าเขาไม่ได้ให้ความยินยอม (แต่มีข้อยกเว้น เช่น เหตุฉุกเฉินที่อาจเป็นอันตรายต่อเจ้าของข้อมูล หรือต่อประเทศชาติ การให้ความยินยอมอย่างชัดแจ้งต่างหากเป็นรายกรณี เป็นต้น) วัตถุประสงค์ หมายความว่า องค์กรต่างๆ จะต้องเปิดเผยวัตถุประสงค์ในเก็บรวบรวม ใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของข้อมูลทราบเสมอ หากไม่มีการแจ้งวัตถุประสงค์ก็ถือว่าบุคคลยังไม่ได้ให้ความยินยอม และ ความสมเหตุสมผล หมายความว่า การเก็บรวบรวม ใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์และโดยใช้วิธีการที่สมเหตุสมผลและตามสมควรแก่พฤติการณ์
กลับไปที่หลักเรื่องความยินยอมของเจ้าของข้อมูลกับทะเบียนห้ามโทร นั่นไม่ได้หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ จะต้องตรวจสอบกับทะเบียนห้ามโทรก่อนที่จะส่งข้อความทางการตลาดไปยังผู้บริโภคเสมอไปนะคะ บริษัทใดที่ได้รับความยินยอมที่จะรับข้อมูลทางการตลาดอย่างชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลจากทะเบียนห้ามโทรค่ะ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่เจ้าของข้อมูลแจ้งหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนหรือหมายเลขโทรศัพท์ของตนไว้เพื่อชิงโชค บริษัทอาจใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการประกาศตัวตนของผู้โชคดี (โดยเปิดเผยเลขบางส่วนเท่าที่จำเป็น) ก็ได้
ข้อดีของการมีทะเบียนห้ามโทรดังกล่าว นอกจากจะเป็นการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนในการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองและไม่ให้ถูกรบกวนจากสื่อทางการตลาดที่ไม่ประสงค์แล้ว ยังจะเป็นการช่วยให้องค์กรทางธุรกิจต่างๆ สามารถมุ่งเน้นกิจกรรมทางการตลาดของตนไปยังผู้บริโภคที่สนใจที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการด้วย
สำหรับที่มาของกฎหมายฉบับนี้ มาจากประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศทั้งสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร แคนาดา ฮ่องกง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ อีกทั้งยังมีต้นแบบมาจาก OECD Guidelines on the Protection of Privacy and Transborder Flow of Personal Data และ APEC Privacy Framework ด้วย ในกรณีของประเทศไทย เพื่อให้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเรามีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ เราก็น่าที่จะศึกษากฎหมายของประเทศเหล่านี้และแนวปฏิบัติขององค์กรระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับเพื่อนำมาปรับใช้ในการออกกฎหมายของเราด้วยนะคะ พบกันใหม่คราวหน้าค่ะ
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่









