วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เราพัฒนามามากแล้ว

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาการบริหารของการปกครองส่วนท้องถิ่น

โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) โดยเฉพาะประเด็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทำให้เกิดความเข้าใจว่านักการเมืองท้องถิ่นมีฐานะร่ำรวยและอาจเกิดข้อสงสัยต่อไปว่ามีการบริหารงาน โดยเฉพาะด้านการเงินเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจหมายถึงมีการทุจริตคอร์รัปชันในองค์กรส่วนท้องถิ่นกันค่อนข้างมาก และเป็นช่วงเวลาเดียวกับจะมีการปฏิรูปการเมือง ซึ่งการปกครองส่วนท้องถิ่นถือว่าเป็นเป้าหมายหนึ่งของการปฏิรูป

หากพิจารณาจากข้อมูลต่างๆ ขององค์กรส่วนท้องถิ่น ก็จะเห็นว่ามีเค้าความเป็นจริงพอสมควร ดังจะเห็นได้จากการฟ้องร้องดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการบริหารงานขององค์กรส่วนท้องถิ่นมีค่อนข้างมาก ทั้งคดีการทุจริตต่อหน้าที่และการใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยสามารถตรวจสอบคดีความต่างๆที่เข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) และศาลปกครอง ซึ่งก็ปรากฏว่ามีคดีต่างๆ จำนวนมากที่ยังค้างการพิจารณาขององค์กรอิสระเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่ามีปัญหาบางเรื่องจริง

แต่เราต้องไม่ลืมว่ารูปแบบของการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดขึ้น ทั้งอบจ. และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกิดขึ้นเนื่องจากต้องการให้มีการปฏิรูประบบราชการด้วยการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นดูแลปัญหาของตัวเอง เพราะเห็นว่าระบบราชการที่เป็นอยู่นั้นไม่สามารถแก้ปัญหาของประชาชนได้อย่างแท้จริง อีกทั้งความซับซ้อนของปัญหาก็เป็นเรื่องยากมากที่ระบบราชการจะแก้ปัญหาได้อย่างทั่วถึง กล่าวคือ การเกิดขึ้นของการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็เนื่องมาจากปัญหาของระบบราชการไทยเป็นสำคัญ

ท่าทีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ต่อการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น อาจมองไปในทางเดียวกันว่ามีปัญหาต้องมีการแก้ไข และยิ่งคสช.ให้อำนาจกับฝ่ายราชการมากเท่าไร ก็สะท้อนให้เห็นว่านโยบายของคสช.ต้องการรวมศูนย์อำนาจเอาไว้ที่ส่วนกลางเช่นเดิม โดยเฉพาะท่าทีของม.ล.ปนัดดานั้นไม่เป็นเรื่องแปลกนัก เนื่องจาก ม.ล.ปนัดดาเองก็มาจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงที่คัดค้านการกระจายอำนาจให้กับการปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้วตั้งแต่ต้น แต่ไม่อาจต้านกระแสการกระจายอำนาจได้

ดังนั้น ขณะนี้จึงเกิดประเด็นปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างแนวคิดของคสช.กับการปกครองส่วนท้องถิ่น ในเรื่องของการกระจายอำนาจ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าที่ผ่านมานักการเมืองส่งพรรคพวกของตัวเองลงการเมืองท้องถิ่นและสร้างปัญหาความวุ่นวายตามมาหลายด้าน แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นประโยชน์ชัดเจนของการกระจายอำนาจ ซึ่งไม่เพียงอำนาจการบริหารท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรต่างๆและงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวกำลังจะกลายเป็นประเด็นสำคัญในช่วงเวลาการปฏิรูป

เราเห็นว่าความขัดแย้งทางความคิด ในเรื่องรวมศูนย์กับกระจายอำนาจกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้เห็นว่าการรวมศูนย์อำนาจนั้นมีแต่จะสร้างปัญหาขัดแย้งรุนแรงขึ้น แต่ขณะนี้กำลังกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงกันใหม่ ดังนั้นคสช.จะต้องตกผลึกทางความคิดว่าจะเอาเรื่องการกระจายอำนาจหรือรวมศูนย์ แต่หากเห็นว่าการกระจายอำนาจเป็นประโยชน์ต่อสังคมระยะยาว ก็ต้องหามาตรการดูแลปัญหาต่างๆขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น บางทีเรามาไกลเกินไปกว่าจะกลับไปรวมศูนย์เช่นเดิม แต่วิธีการที่ดีที่สุดคือเราจะดูแลกันอย่างไรต่อไป