วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟุตบอลคิงส์คัพและการเฉลิมฉลอง "5 ธันวา มหาราช"

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า (ครั้งหนึ่ง) ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ(เคย)เป็นรายการแข่งขันฟุตบอล

ภายในประเทศที่สำคัญที่สุดที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 และ(เคย)เป็นทัวร์นาเมนต์ที่คนไทยนิยมคลั่งไคล้ แห่แหนไปชมและเชียร์ทีมชาติไทยอย่างล้นหลามชนิดมืดฟ้ามัวดิน เรียกว่าเป็นภาพประทับใจที่ได้เห็นกองเชียร์คนไทยร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวเชียร์ทีมชาติไทย และเป็นภาพประทับใจที่คนไทยมีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่งในรอบปี

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับปรากฏว่าฟุตบอลคิงส์คัพกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ได้รับความสนใจน้อยลงตามลำดับ จนดูเหมือนว่า ไม่ได้รับความนิยมจากคนไทยมากเหมือนเช่นก่อนหน้านี้ สวนทางกับกระแสที่สังคมไทยกำลังนิยมเกมฟุตบอลเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีผลทำให้มนต์ขลังของรายการที่เก่าแก่ที่สุดรายการหนึ่งของเอเชียลดด้อยน้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งในมิติด้านฟุตบอลและด้านสัญลักษณ์

ในช่วงระยะเวลา 20 ปีแรก (2511-2530) ทีมหลักๆ ที่เข้าร่วมแข่งขันเป็นประจำ มักจะเป็นทีมจากกลุ่มประเทศอาเซียนและเกาหลีใต้ และในช่วงสองทศวรรษต่อมา (2531-ปัจจุบัน) ทีมที่ร่วมแข่งขันก็หลากหลายและมาจากทวีปอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะทีมเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดนและญี่ปุ่น ที่สมควรต้องเอ่ยอ้างถึงเป็นพิเศษ เพราะประเทศเหล่านี้เป็นประเทศราชอาณาจักรเหมือนเช่นประเทศไทย

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่สังคมไทยกำลังแสวงหาความสุข เกมฟุตบอลควรจะได้รับการสนับสนุนและให้ความสำคัญมากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความสามัคคีและสร้างความสุขของคนในชาติ ประการสำคัญที่จะต้องเน้นเป็นพิเศษก็คือ การจัดการแข่งขันควรจะต้องพิจารณาทั้งในมิติด้านฟุตบอลและด้านสัญลักษณ์ควบคู่กัน

ในมิติทางด้านฟุตบอลแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชิญทีมยักษ์ใหญ่ ทีมที่มีระดับหรือทีมชั้นนำที่มีชื่อเสียงมาร่วมรายการ เพื่อเรียกศรัทธาและกระตุ้นความคลั่งไคล้ชนิดสนามแตกเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตให้กลับขึ้นมา และเนื่องจากเป็นรายการคิงส์คัพที่พิเศษสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย (เหมือนเช่นถ้วยคิงส์คัพในวงการฟุตบอลสเปน) การพิจารณาเฉพาะเหตุผลทางด้านฟุตบอลเพียงด้านเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ควรต้องพิจารณามิติทางด้านสัญลักษณ์และการทูตควบคู่ด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ของการริเริ่มจัดรายการแข่งขันนี้เมื่อปี 2511 ซึ่งนั่นหมายถึง ความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเสียใหม่ให้สอดคล้องกับชื่อ “คิงส์คัพ” อย่างแท้จริง เป็นการเรียกมนต์เสน่ห์เดิมๆ ของรายการนี้ให้กลับมาเกรียงไกรอีกครั้ง

โดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยควรถือเป็นนโยบายที่จะเน้นเชิญทีมจากกลุ่มประเทศราชอาณาจักรที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนเช่นประเทศไทย มีความใกล้ชิดกับราชวงศ์ไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานและเป็นประเทศที่มีทีมฟุตบอลอยู่ในระดับชั้นแนวหน้าของวงการฟุตบอลโลก โดยเฉพาะอังกฤษ สเปน สวีเดน เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม นอร์เวย์ ญี่ปุ่น รวมทั้งซาอุดีอาระเบีย (ซึ่งมีปัญหาทางการทูตอยู่) หมุนเวียนสลับกันไปในแต่ละปีๆ ละทีมสองทีมตามความเหมาะสมและจำเป็น อย่างน้อยที่สุดเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า นี่คือทัวร์นาเมนต์คิงส์คัพจริงๆ

ในขณะเดียวกัน เงื่อนไขทางด้านช่วงเวลาก็ควรจะต้องมีการพิจารณาปรับตามความเหมาะสมและจำเป็นด้วย ทั้งนี้ แรกเริ่มเดิมทีแล้ว การแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพกำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมของทุกๆ ปี เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันชาติเนื่องในโอกาสครบรอบวันสำคัญ “5 ธันวา มหาราช” ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงมาจัดในช่วงเดือนมกราคมตั้งแต่ปี 2553 ด้วยเหตุผลทางด้านฟุตบอล(?)

แต่เนื่องจากในช่วงระยะเวลาดังกล่าว (ไม่ว่าจะเป็นเดือนธันวาคมหรือมกราคม) หลายๆ ประเทศในยุโรปซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศมหาอำนาจลูกหนังที่คนไทยรู้จักและนิยมชื่นชอบยังอยู่ในช่วงของการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศ เพราะฉะนั้นแล้ว ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำให้การแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพเป็นรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและได้รับความนิยมจากคนไทยมากที่สุด (อีกครั้งหนึ่ง) ก็คือช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกๆ ปี เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาที่การแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศของยุโรปปิดฤดูกาลแล้ว โอกาสที่ประเทศเหล่านี้จะส่งทีมชาติ (ไม่ว่าระดับใหญ่หรือระดับเยาวชน) มาร่วมการแข่งขันฟุตบอลคิงส์คัพจึงมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น

ทั้งหลายทั้งปวง เพื่อทำให้รายการฟุตบอลคิงส์คัพเป็นรายการที่ยิ่งใหญ่มีสีสันที่สุดในประเทศทำให้คนไทยมีความสุขกันถ้วนๆ หน้า ประการสำคัญที่สุด เพื่อให้สมกับพระเกียรติ “กษัตริย์แห่งแผ่นดินสยาม” ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยที่ทรงคุณค่าที่สุดของวงการฟุตบอลเอเชียเมื่อ 46 ปีที่แล้ว และเพื่อเป็นการเทิดทูนพระเกียรติพระบารมีของพระบาทสมเด็กพระเจ้าอยู่หัวตามเจตนารมณ์ของการริเริ่มจัดการแข่งขันรายการนี้ตั้งแต่เริ่มแรกอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ควรมีการเพิ่มสีสันในวันเฉลิมฉลอง “5 ธันวา มหาราช” ให้ตระการตาที่สุดด้วย โดยเฉพาะการจัด “The Royal Bangkok Military Tattoo” ด้วยการ(เน้น)เชิญกองทัพดุริยางค์ทหารจากประเทศราชอาณาจักรมาร่วมแสดงดนตรีและเดินพาเหรดในรูปแบบเดียวกับเทศกาลเอดินเบอระ (สกอตแลนด์) นอกเหนือจากการเดินสวนสนามของกองทัพไทยที่มีประจำทุกๆ ปี เพื่อทำให้สองข้างของถนนราชดำเนินตั้งแต่บริเวณพระบรมรูปทรงม้าไปจนถึงท้องสนามหลวงเต็มไปด้วยผู้คนนับแสน ที่มาร่วมเฉลิมฉลองวัน “5 ธันวา มหาราช” วันที่สำคัญที่สุดสำหรับคนไทยทั้งประเทศ