วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

การปฏิรูปเศรษฐกิจคอร์รัปชันในมิติทางเศรษฐศาสตร์ (2)

จากงานวิจัยของ Axel Dreher และ Thomas Herzfeld นักเศรษฐศาสตร์ชาวยุโรป พบว่า ดัชนีคอร์รัปชันเพิ่มขึ้น 1 ขั้น

ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงประมาณ 0.13% และทำให้ผลิตภัณฑ์รายได้ประชาชาติต่อหัวลดลงประมาณ 425 ดอลลาร์หรือทำให้ประชาชนโดยเฉลี่ยจนลงประมาณ 13,600 บาทต่อคน (An Increase of corruption by about one index point reduces GDP growth by 0.13% points and GDP per capita by 425 US$) นอกจากนี้ งานวิจัยต่างๆ โดยเฉพาะจากธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ บ่งชี้ว่า ความรุนแรงของผลกระทบของคอร์รัปชันต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมรุนแรงขึ้นอีกเมื่อประเทศนั้นไม่ยึดหลักนิติรัฐนิติธรรมและมีรัฐบาลอ่อนแอหรือใช้ระบอบอำนาจนิยมปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชน

นอกจากนี้ มันยังส่งผลกระทบทำให้การลงทุนไม่เป็นไปตามเป้าหมายยุทธศาสตร์และไม่ส่งผลบวกระยะยาวต่อสาธารณชน ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงอ่อนค่าลง ส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศที่มีความโปร่งใสกว่าเสียเปรียบทางการค้า การส่งออก การลงทุนระหว่างประเทศต่อประเทศที่มีความโปร่งใสน้อยกว่าเมื่อมีธุรกรรมกับประเทศที่มีระดับการคอร์รัปชันสูง คอร์รัปชันยังส่งผลต่อฐานะทางการคลังย่ำแย่ลง กระตุ้นให้เกิดตลาดมืด ตลาดการเงินและเศรษฐกิจเงา รวมทั้งเศรษฐกิจและการเงินนอกระบบ ส่งผลกระทบทางลบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านระบบการศึกษาและการสาธารณสุขที่อ่อนแอและไม่มีคุณภาพ รวมทั้งทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

งานวิจัยหลายชิ้นได้ศึกษาผลของปัจจัยเรื่องคอร์รัปชันต่อวิกฤตการณ์เศรษฐกิจเอเชียเมื่อปี 2540 และผลของปัจจัยดังกล่าวต่อระบบเศรษฐกิจในระยะต่อไป พบว่า ช่วง 17 ปีที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์เสียหายทางเศรษฐกิจจากการคอร์รัปชันไม่ต่ำกว่า 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ และทำให้เกิดหนี้สินต่างประเทศเพิ่มขึ้นราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์ อินโดนีเซียเผชิญภาวะมูลค่าทรัพย์สินปรับตัวลดลงไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนนี้เป็น Tangible Cost of Corruption ส่วนที่เป็น Intangible Cost of Corruption นั้นประเมินยาก แต่ทุนนิยมแบบพวกพ้องอุปถัมภ์ หรือ Crony Capitalism ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันหนักขึ้นและกลายเป็นการคอร์รัปชันเชิงนโยบายจากความใกล้ชิดของทุนผูกขาดกับผู้มีอำนาจรัฐ

การใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์ในการจัดการกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ได้มีการเสนอความเห็นโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่าจะเป็น ศ.ดร.เมธี ครองแก้ว รศ.ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ เป็นต้น และมองเห็นร่วมกันว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อโอกาสพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทยและทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งทำให้ประชาธิปไตยของประเทศอ่อนแอลง แนวทางการแก้ปัญหาจึงต้องใช้การป้องปราม ลงโทษผู้กระทำ บังคับใช้กฎหมาย และสร้างแรงจูงใจให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง รวมทั้งการปรับค่าตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมืองให้เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ

ศ.ดร.เมธี ครองแก้ว นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นอดีต ป.ป.ช. ได้นำเสนอทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการทุจริต ศึกษาถึง ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (โดยอาจารย์เมธีใช้คำว่า เศรษฐผล) หรือ Economic Rent พฤติกรรมการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจมีอยู่มากมายในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะของไทย ซึ่งทำให้ผลประโยชน์ตกกับผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายและเครือข่าย มากกว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสาธารณะ ส่วน รศ.ดร.สิริลักษณา คอมันต์ ประธานอนุ ป.ป.ช. ด้านเศรษฐกิจ ได้นำเสนอกรณีทุจริตคลองด่านซึ่งมีความเสียหายขั้นต่ำเบื้องต้น 22,000 ล้านบาท กรณีทุจริตคลองด่านเป็นตัวอย่างของเครือข่ายทุจริตคอร์รัปชันที่ใหญ่โตและมีความซับซ้อน นอกจากนี้ยังมีกรณีรถดับเพลิง กทม. รถเมล์ 4,000 คันของ ขสมก. มาตรการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรที่นำมาสู่ช่องว่างในการทุจริต

ทางด้าน รศ. ดร. นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ชี้ถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างระบบอุปถัมภ์ อำนาจผูกขาดทางการเมืองและเศรษฐกิจ เครือข่ายชนชั้นนำและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันว่า มีส่วนสัมพันธ์กัน