แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2557 นี้ อาจจะเกิดอาการสะดุดและฟื้นตัวยาก หลังจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ใน 2 กลุ่มหลักทั้งยูโรโซนและญี่ปุ่นเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า โดยล่าสุดสำนักงานสถิติของสหภาพยุโรปหรือยูโรสแตทชี้ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาสสองของปีนี้ขยายตัวที่ 0% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก และต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 0.2% โดยสาเหตุหลักมาจากการที่เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัว 0.5% เนื่องจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นกับวิกฤตการณ์ของยูเครนและการแซงก์ชั่นทางการค้า และการเงินที่มีต่อรัสเซีย ขณะที่เศรษฐกิจฝรั่งเศสไม่โตขึ้น และเศรษฐกิจอิตาลีหดตัว 0.2% ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจของสมาชิกที่เคยเกิดวิกฤติและสมาชิกยุโรปตะวันออกขนาดเล็กบางประเทศเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งลัตเวียขยายตัว 1% หรือฮังการีขยายตัว 0.8% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยกันได้
ทางด้านญี่ปุ่นมีการเปิดเผยตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในไตรมาสสองเช่นกันระบุว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายนหดตัว 6.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และหดตัวลง 1.7% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส โดยที่การปรับตัวลงของจีดีพีครั้งนี้ เป็นครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และสึนามิที่สร้างความหายนะเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 สาเหตุมาจากการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากอัตรา 5% เป็น 8% เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้คนญี่ปุ่นและภาคธุรกิจเพิ่มการจับจ่ายทุกอย่างล่วงหน้าทั้งรถยนต์ เครื่องซักผ้า และทีวีในช่วงนาทีสุดท้ายก่อนการขึ้นภาษี ทำให้ยอดใช้จ่ายพุ่งสูงมากในช่วงไตรมาสแรก แต่ลดลงอย่างหนักในไตรมาสสอง ที่ทำให้กำลังซื้อตกต่ำลง 5.2% รวมทั้งส่งผลลบต่อภาคการผลิตที่หดตัวถึง 9.7% จึงคาดว่าทั้งปีอาจโตเพียง 1.5% เท่านั้น
การชะลอตัวของญี่ปุ่นและยูโรโซน กลายเป็นแรงฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าสหรัฐเป็นความหวังเดียวในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะฟื้นตัวในไตรมาสสองถึง 4% แต่ไตรมาสก่อนหน้ากลับหดตัว 2.9% ทำให้การคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐปีนี้ทั้งปีจะโตได้ถึง 3% อาจจะโตได้แค่ 2-2.5% ไม่ถึงเป้าหมายและจะกลายเป็นปัญหาความเสี่ยงอีกครั้ง เมื่อตลาดการเงินในสหรัฐถูกมองว่าเป็นการสะสมฟองสบู่ลูกใหญ่จากการบูมของตลาดหุ้นอาจจะแตกลงอีกครั้ง หากถึงช่วงเวลาที่ต้องมีการปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งหลายคนเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดอ้างอิงในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี น่าจะขยับขึ้นจากระดับปัจจุบันอยู่ที่ 2.39% เป็น 3% ในปีนี้ และปรับตัวขึ้นอีกเป็น 3.5% ในปีหน้า ตามทิศทางดอกเบี้ยมาตรฐานของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดที่อาจจะต้องปรับดอกเบี้ยที่เป็นนโยบายสูงขึ้นจากระดับ 0.25% เร็วกว่าที่กำหนดในช่วงไตรมาสสองของปี 2558
ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง โดยที่เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจจะเติบโตเพียง 1.5-2% นั้น โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวให้ความเห็นว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 17 กันยายนนี้ จะปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าใหม่ โดยจะนำปัจจัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในปีงบประมาณ 2558 ประมาณ 1 แสนล้านบาทเข้ามาร่วมในการประเมินด้วย ทั้งนี้แผนการลงทุนเพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามศักยภาพ ซึ่ง ประเมินว่า หากจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตที่ 4.5-5% สัดส่วนการลงทุนของประเทศควรอยู่ที่ 25-27% แต่ปัจจุบันการลงทุนเฉลี่ยเพียง 22% ซึ่งเป็นการลงทุนของภาคเอกชน 17% และอีก 5% เป็นของภาครัฐ โดยขณะนี้มีเม็ดเงินทุนต่างชาติที่เริ่มไหลเข้ามาลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ในไทย ที่เป็นผลจากความเชื่อมั่นที่มีมากขึ้น จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป






