เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลปกครองได้รับคำฟ้องของตัวแทนประชาชนกลุ่มลุ่มน้ำโขง 8 จังหวัด
ในกรณีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไม่รับฟังความเห็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเขื่อนไชยะบุรี โดยอ้างว่า การสร้างเขื่อนอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายของพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงจนอาจทำให้สูญพันธุ์ได้ เขื่อนปากมูลที่เปิดใช้เมื่อปี 1994 ก็ทำให้เกิดการคัดค้านจากประชาชนเรื่อยมา โดยอ้างถึงผลกระทบของเขื่อนต่อการเคลื่อนย้ายและการสูญพันธุ์ของปลาเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้ทำให้ปริมาณปลาลดลงจากเมื่อก่อนการสร้างเขื่อนอันส่งผลให้รายได้หรือปริมาณอาหารของประชาชนที่เกี่ยวข้องลดลง
บทความนี้จะทำการสำรวจงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเคลื่อนย้ายของปลา ผลกระทบของเขื่อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพลำน้ำต่อพฤติกรรมของปลา สภาพของพันธุ์ปลาในลุ่มแม่น้ำโขง และข้อสรุปของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร พร้อมกับวิธีการแก้ไขที่น่าจะเป็น
Thorstad, Okland, Aarestrup and Heggberget (2008) ได้ทำการรวบรวมความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายถิ่นของปลาแซลมอนในมหาสมุทรแอตแลนติกที่ขึ้นไปวางไข่ในแม่น้ำต่างๆ ที่ไหลลงมหาสมุทรแอตแลนติก ช่วงเวลาการเคลื่อนย้ายถิ่นของปลาแซลมอนอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ คือ 1) การเคลื่อนย้ายอาจมีระยะทางตั้งแต่ 20-30 กิโลเมตร ถึง 300-400 กิโลเมตรแล้วแต่สภาพของแม่น้ำ ถ้าระยะทางยาว ปลาอาจพักในระหว่างทางครั้งละ 0-9 วัน 2) การหาทำเลวางไข่อาจครอบคลุมระยะทาง 1-15 กิโลเมตรแล้วแต่สภาพแม่น้ำ เพื่อหา “บ้าน” ที่มันเคยเจริญเติบโตมาก่อน 3) การรอวางไข่อาจมีระยะเวลาสั้นหรือยาว โดยแปรผกผันกับระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทาง ปลาแซลมอนเดินทางด้วยความเร็ว 1.6 ถึง 31 กิโลเมตรต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ได้คำนึงถึงความเร็วของน้ำ การวิจัยพบว่าลูกปลาที่เกิดในแม่น้ำตามธรรมชาติและไปโตในมหาสมุทรเรียนรู้ “บ้านเกิด” และแม่น้ำได้ดีกว่าลูกปลาที่มนุษย์เพาะขึ้นเอง ปลาแซลมอนเลี้ยงอาจว่ายน้ำได้เก่งเท่าปลาแซลมอนธรรมชาติแต่มีความสามารถในการข้ามน้ำตกได้น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเรียนรู้ของปลาแซลมอนธรรมชาติและเลี้ยงไม่แตกต่างกันมากนัก
ลักษณะของเขื่อนกำเนิดไฟฟ้ามักจะประกอบด้วย อุโมงค์ระบายน้ำจากกังหันผลิตไฟฟ้า ตัวเขื่อน และ ทางผ่านสำหรับปลาที่อยู่เหนือน้ำของอุโมงค์ บางแห่งอาจจะมีทางเบี่ยงอ้อมตัวเขื่อนสำหรับปลาที่ไม่มีอุปสรรคแก่ปลา ตามปกติแล้วปริมาณน้ำที่ไหลออกจากอุโมงค์กังหันผลิตไฟฟ้าจะอยู่ในระดับสูงและดึงดูดปลาให้เข้าไป ถ้าหากทางปลาผ่านอยู่ติดกับอุโมงค์ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่มีปลาจะถูกดึงดูดให้เข้าอุโมงค์และพักเสียเวลาอยู่ในอุโมงค์โดยเฉลี่ย 12 วันก่อนที่จะว่ายไปที่ทางปลาผ่านที่ตัวเขื่อน ส่วนทางเบี่ยงปลาอ้อมเขื่อนมักจะมีปริมาณน้ำน้อยและไม่เป็นที่น่าสนใจแก่ปลา ในบางครั้งลูกปลาอาจผ่านอุโมงค์กังหันตอนที่ว่ายออกมหาสมุทร พอโตขึ้นอาจยึดติดกับอุโมงค์ในตอนที่ว่ายกลับไปวางไข่ ในบางครั้งทางปลาผ่านที่อยู่ในรูปบันไดปลาโจนก็อาจทำให้ปลาใช้เวลามากขึ้นโดยเฉลี่ย 15 วัน บางครั้งอาจนานกว่าร้อยวัน ปลาที่ไม่สามารถผ่านเขื่อนได้มักจะว่ายกลับลงทะเลไปโดยไม่วางไข่ หรือไม่ก็ย้ายไปวางไข่ในสาขาอื่นๆ ของแม่น้ำนั้น นอกจากนี้การเคลื่อนย้ายของปลายังอาจชะลอตัวได้แม้ด้วยสิ่งก่อสร้างเล็กๆ อย่างฝายก็ได้ หรือ แม้แต่น้ำตกตามธรรมชาติ
สิ่งที่ค้นพบในงานวิจัยข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า ลูกปลาที่เจริญเติบโตขึ้นเมื่อว่ายจากแหล่งกำเนิดลงไปในทะเลย่อมจำสภาวะแวดล้อมเอาไว้ สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปย่อมทำให้การเคลื่อนย้ายเพื่อวางไข่ของปลาล่าช้าลงหรืออาจไม่เกิดขึ้นเลย อันจะนำไปสู่ประชากรปลาที่ลดลง แม้ว่างานวิจัยข้างต้นอาจจะเป็นปลาแซลมอนซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับปลาในแม่น้ำโขง แต่ก็เป็นพฤติกรรมที่สมควรแก่การพิจารณาในการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงเช่นเดียวกัน
Mekong Watch (2004) ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมของปลาในแม่น้ำมูล คำบอกเล่าของชาวบ้านที่จับปลาพูดถึงการเคลื่อนย้ายของปลาตัวใหญ่จะเข้ามาในแม่น้ำมูลมีมาตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน แต่จะสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพื่อวางไข่ ในช่วงนั้นน้ำที่หลากมาจะบรรจบกับน้ำที่เอ่อล้นเข้ามาจากแม่น้ำโขงจนน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างและระดับน้ำจะคงที่เป็นระยะทางประมาณ 20-30 กิโลเมตรจากปากแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นบริเวณที่มีแก่งหินในแม่น้ำตลอดแนวและเหมาะสมแก่การวางไข่ของปลา น้ำที่เอ่อล้นนี้จะท่วมเข้าไปในลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูลด้วย แม่น้ำโขงอาจจะเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีสารอาหารสำหรับปลามาก แต่สองฝั่งแม่น้ำราบเรียบถ้าจะพูดถึงทำเลที่เหมาะแก่การวางไข่ก็ต้องตามลำน้ำสาขาสองฝั่งโขงนี่แหละ
Ziv, Baran, Nam, Rodriquez-Iturbe and Levin (2012) ได้ศึกษาวิจัยถึงผลกระทบของการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาต่อพันธุ์ปลาในลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหมด งานวิจัยนี้ระบุว่าลุ่มแม่น้ำโขงถือเป็นลุ่มน้ำที่หลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ในโลกรองจากลุ่มน้ำอเมซอน โดยมีพันธุ์ปลารวมกันตลอดลุ่มแม่น้ำถึง 877 พันธุ์ (ไม่รวมพันธุ์ปลาน้ำเค็มที่ปากแม่น้ำ) บริเวณปากแม่น้ำโขงในเวียดนามมีมากที่สุดถึง 484 พันธุ์ และลดลงเรื่อยๆ เมื่อขึ้นไปเหนือน้ำจนน้อยที่สุดที่ต้นน้ำในประเทศจีน เหลือ 24 พันธุ์ อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่าแหล่งอาศัยปลาต่างๆ ตามแม่น้ำโขงมีพันธุ์ปลาที่ซ้ำกับพันธุ์ปลาในแหล่งอื่นๆ มากน้อยเพียงใด ซึ่งข้อมูลที่ขาดหายไปนี้จะเป็นตัวชี้ขาดถึงผลกระทบของเขื่อนต่างๆ ที่ขวางกั้นการเคลื่อนย้ายเพื่อวางไข่ของปลา แต่บทความนี้ได้ตั้งข้อสมมติฐานไว้เป็นนัยๆ ว่า ระยะทางที่ปลาเคลื่อนย้ายถือเป็นต้นทุนการวางไข่ของปลา จึงไม่ควรจะไกลจากแหล่งที่จะเจริญเติบโตมากนัก
บทความข้างต้นนี้ได้ใช้ข้อมูลพันธุ์ปลาตามแหล่งต่างๆ จากงานวิจัยและการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในช่วงปี 1936-2010 แล้วตั้งสมมติฐานว่า เขื่อนที่สร้างขึ้นมาแต่ละแห่งจะขวางกั้นการเคลื่อนย้ายถิ่นของปลาเพื่อการวางไข่และทำให้พันธุ์ปลาที่จะต้องเคลื่อนย้ายถิ่นสูญพันธุ์หรือลดจำนวนลง หลังจากนั้นเขาได้คำนวณผลกระทบของการสร้างเขื่อนในลำน้ำสาขาและในแม่น้ำโขงสายหลักที่จะมีขึ้นในช่วงปี 2015-2030 ผลที่ได้ปรากฏว่าการสร้างเขื่อนในลำน้ำสาขาทั้งหมด 78 แห่งตามแผนงานจะทำให้พันธุ์ปลาตกอยู่ในอันตราย (endangered) 85 พันธุ์ ถ้าหากเขื่อนเพิ่มขึ้น 6 แห่งในแม่น้ำโขงสายหลักตามแผนงานจะทำให้พันธุ์ปลาที่ตกอยู่ในอันตรายเพิ่มขึ้นเพียง 5 พันธุ์ เขื่อน 6 แห่งนั้นได้แก่ ปากเบ็ง หลวงพระบาง ไซยะบุรี ปากเล สาณะคำ และปากชม แต่ถ้าหากเขื่อนในลำน้ำหลักเพิ่มขึ้นอีก 5 แห่งซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกัมพูชา พันธุ์ปลาจะตกอยู่ในอันตรายถึงขั้นวิกฤต (critically endangered) จำนวน 100 พันธุ์ ดังนั้นเขื่อน 5 แห่งหลังนี้จะส่งผลกระทบมากที่สุด ส่วนเขื่อนตามลำน้ำสาขา 78 แห่งส่งผลกระทบมากในลำดับถัดมา
ดังนั้น Ziv et al (2012) ได้เสนอแนะแนวทางที่ถือว่าเป็น pareto efficient กล่าวคือ พันธุ์ปลาอาจเสียไปบ้างประมาณ 10% แต่พลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนในลำน้ำสาขาจะลดลงประมาณ 10% ของกำลังไฟฟ้าทั้งหมดตามแผนงาน ข้อเสนอแนะยังได้บอกต่อไปว่า เขื่อนที่ควรจะหลีกเลี่ยงได้แก่เขื่อนในกัมพูชา
Larinier (2001) แห่ง FAO ได้รวบรวมความรู้เกี่ยวกับทางผ่านของปลาที่ใช้กับเขื่อนหรือสิ่งก่อสร้างขวางลำน้ำ เพื่อให้ปลายังคงสามารถเคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปวางไข่หรือกลับมาในบริเวณที่จะเจริญเติบโตได้ เขากล่าวว่า ลักษณะของทางปลาผ่านสำหรับขึ้นต้นน้ำที่สำคัญคือทำเลที่ตั้งซึ่งจะต้องไม่ใกล้กับตัวเขื่อนอันมีสิ่งดึงดูดจากปริมาณน้ำที่ระบายจากอุโมงค์กังหันผลิตไฟฟ้าและจะต้องมีลักษณะการไหลของน้ำที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด ส่วนทางปลาผ่านสำหรับลงใต้น้ำจะต้องไม่ใกล้กับอุโมงค์กังหันผลิตไฟฟ้าและทางระบายน้ำล้นที่มีความสูงเกิน 13 เมตร เนื่องจากจะทำให้ปลาได้รับบาดเจ็บ สิ่งที่ควรให้ความสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ บริเวณอ่างเก็บน้ำหลังเขื่อนจะต้องไม่ใช่ที่วางไข่เดิม ซึ่งจะทำให้แหล่งวางไข่หมดไป
ทางปลาผ่านเท่าที่ใช้กันมาเป็นศตวรรษมักจะอยู่ในรูปบันไดปลาโจนสำหรับให้ปลาว่ายนน้ำขึ้นต้นน้ำที่มีระดับความสูงกว่าโดยจะมีบ่อน้ำเป็นชั้นๆ ขึ้นไป และมีความเอียงประมาณ 10% ในระยะหลังมีความพยายามทำให้ทางปลาผ่านใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุดเหมือนกับลำน้ำตามธรรมชาติโดยมีความเอียงน้อย 1-5% และลัดเลาะอ้อมตัวเขื่อนไป แต่ทางปลาผ่านชนิดนี้มักใช้พื้นที่มากและจะต้องพยายามทำให้ปริมาณการไหลของน้ำเลียนแบบใกล้เคียงธรรมชาติจริงๆ นอกจากนี้เขื่อนบางแห่งทำบ่อดักปลาเปิดประตูน้ำให้ปลาขึ้นต้นน้ำเหมือนทางเรือผ่าน หรือบางแห่งอาจจะยกเอาที่ดักปลาขึ้นไปเทหลังเขื่อนเลย
เอกสารที่ได้พิจารณาอีกชิ้นหนึ่งคือ รายละเอียดเกี่ยวกับเขื่อนไซยะบุรี สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดคือ หลักการของการสร้างเขื่อนเป็นเพียงการยกระดับที่ตัวเขื่อนที่ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นเทียบเท่ากับระดับน้ำท่วมสูงสุดเท่านั้น และ การไหลของน้ำผ่านตัวเขื่อนจะปล่อยให้มีปริมาณที่เป็นไปตามธรรมชาติ กล่าวคือ ปริมาณน้ำไหลเข้าจะเท่ากับไหลออกตลอดเวลาตามที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งถือว่าเป็นหลักการที่ตรงกับสิ่งที่บทความทั้งหมดข้างต้นได้แนะนำ ส่วนทางปลาผ่านนั้นแม้ว่าจะทำไว้กว้างถึง 10 เมตร แต่ด้วยความยาวที่มากและวกวนตามสันเขื่อนจึงไม่อาจแน่ใจได้ว่า ทางปลาผ่านที่สร้างขึ้นจะทำหน้าที่ได้ดีเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ทางเข้าอยู่ใกล้ทั้งทางระบายน้ำล้นและทางระบายน้ำจากอุโมงค์กังหันผลิตไฟฟ้าที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการที่ดีมากนัก นอกจากนี้ ลักษณะทางเข้า ปริมาณน้ำที่ออกจากทางเข้า และ แหล่งวางไข่เหนือน้ำ ยังไม่มีการศึกษาและทดลองใช้ การใช้งานจริงอาจไม่เป็นตามที่คาดหวังไว้ก็ได้
เมื่อประมวลจากบทความทั้งหมดข้างต้นที่ได้ทำการวิจัยมาจนได้ผลเป็นที่แน่ชัดแล้วอาจสรุปได้ว่า เขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนในลำน้ำสายหลักของแม่น้ำโขง ซึ่ง Ziv et al (2012) ได้ระบุว่า เขื่อนทั้ง 6 แห่งบนลำน้ำสายหลักทำให้พันธุ์ปลาตกอยู่ในอันตรายเพิ่มขี้นเพียง 5 พันธุ์ ในขณะที่เขื่อน 78 แห่งตามลำน้ำสาขาทำให้พันธุ์ปลาตกอยู่ในอันตรายถึง 85 พันธุ์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาผลได้และผลเสียของการสร้างเขื่อนไซยะบุรีแล้ว ผลได้จะมีมากกว่า เขื่อนไซยะบุรีจึงสมควรทำการก่อสร้างตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากโครงการจะพิจารณาการทำทางปลาผ่านที่เป็นธรรมชาติทั้ง ตัวลำน้ำ ปริมาณการไหลของน้ำที่ปรับให้ใกล้เคียงดั้งเดิมมากที่สุด คุณภาพน้ำ และ อุณหภูมิน้ำ ได้ ก็จะเป็นการที่ดีที่สุด
สำหรับกรณีเขื่อนปากมูลน้ำ บทความของ Ziv et al (2012) ได้ระบุว่า การสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาขาจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายของปลาที่เข้าไปวางไข่อย่างมาก อย่างไรก็ดีรัฐบาลไทยมีนโยบายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเปิดเขื่อนในเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม เพื่อเป็นการตอบสนองต่อข้ออ้างของ Mekong Watch ที่ว่า ปลาจะว่ายมาตามน้ำที่ล้นจากแม่น้ำโขงเข้ามาในลุ่มน้ำมูล ข้อมูลระดับน้ำในช่วงดังกล่าวชี้ว่าระดับน้ำโขงที่สูงกว่าระดับน้ำบริเวณตัวเขื่อนเป็นไปเพียงช่วงสั้นๆ นอกนั้นส่วนใหญ่จะเท่าๆ กัน สำหรับช่วงเวลาที่ปิดเขื่อนนั้น ระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะต่ำกว่าระดับน้ำที่ตัวเขื่อนอยู่แล้ว (ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ว่า Mekong Watch อ้างข้อมูลที่ผิดๆ) ผลกระทบจากการปิดเขื่อนจึงไม่น่าจะเกิดขึ้น








