วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

IoT ความท้าทายจากฝันสู่ความจริง

การเกิดขึ้นของนวัตกรรมอย่าง "Internet of Things" หรือ IoT

ที่อุปกรณ์จะสื่อสารหรือส่งข้อมูลถึงกันเอง หรือที่เรียกกันว่า "M2M" (Machine-to-Machine Communication) ที่ไม่ต้องมีมนุษย์มาสั่งการโดยตรง เช่น ตู้เย็นสั่งอาหารหรือข้าวของที่ขาดไปได้เองโดยตรงกับระบบออนไลน์ช้อปปิ้ง เสื้อผ้าที่เมื่อสวมใส่จะสามารถบอกอุณหภูมิร่างกาย และความผิดปรกติของการเต้นของหัวใจ ช่วยให้แพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยในยามฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีดังกล่าว นับเป็นการจุดประกายไอเดียให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมและนักคิด ที่ต่างหันมามองถึงความเป็นไปได้จริงในเชิงอุตสาหกรรม แต่ขณะเดียวกัน ก็อาจส่งผลกระทบทางสังคมต่อความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของผู้คนที่ไม่ต้องการให้ระบบมารับรู้ข้อมูลการใช้ชีวิตประจำวันของเรา

อย่างไรก็ดี บรรดาค่ายอุตสาหกรรมใหญ่ต่างก็ตื่นตัวเพื่อรับมือกับการเกิดขึ้นของนวัตกรรมนี้ โดยบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายซิสโก้ เชื่อว่าในปี 2558 จะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตถึง 25 ล้านชิ้น และจะเพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านชิ้นในปี 2563 ซึ่งอาจสร้างมูลค่ากว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์ ให้กับอุตสาหกรรม จนกล่าวได้ว่าการเกิดขึ้นของนวัตกรรม IoT อาจเป็น Disruption ครั้งใหญ่ของระบบสื่อสารโทรคมนาคมและการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต

สานฝันให้เป็นจริง

ความฝันของ IoT ที่จะเกิดการเชื่อมต่อของอุปกรณ์เพื่อส่งข้อมูลหรือคุยกันเองได้ เช่น อุปกรณ์ในครัวเรือน ในธุรกิจ หรือแม้แต่ภาคเกษตรและกสิกรรม ของใช้ส่วนตัวอย่าง กำไลข้อมือ เสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งจากรถยนต์ขณะขับเคลื่อน จะเกิดเป็นจริงได้ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งในเรื่องของฮาร์ดแวร์ มาตรฐานด้านการออกแบบและโปรโตรคอลของการทำงาน มาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูล (Security) นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy) และความเป็นเจ้าของข้อมูลที่ต้องถูกนำมาใช้ได้จริงในภาคการผลิตและอุตสาหกรรม ตลอดจนการทำงานระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ให้สามารถมองเห็นและเชื่อมต่อถึงกันได้

เชื่อว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าอุปกรณ์ IoT จะสามารถทำงานได้เสมือนคอมพิวเตอร์ขนาดย่อมที่มีโปรเซสเซอร์ขนาดจิ๋วกำลังสูงอยู่ในตัว และมีหน่วยความจำ (Memory) ที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะเก็บข้อมูลและโปรเซสข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้อยู่ในอุปกรณ์ขนาดเล็กเหล่านี้

แต่การจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) ที่เกิดจากกิจกรรมของ IoT ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล จัดเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากมายจึงเป็นต้นทุนที่สูง

ผู้นำค่ายดิจิทัลเกือบทุกรายต่างต้องสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อการบริหารและจัดการข้อมูลจำนวนมากนี้ อย่างเช่น กูเกิล ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ 6 แห่งในอเมริกา 3 แห่งในยุโรป 2 แห่งในเอเชีย และหนึ่งแห่งในอเมริกาใต้ แต่การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากก็นับเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ IoT ทำงานได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

เน็สท์ (Nest.com) หนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิดด้าน IoT ในฐานะผู้ผลิตเทอร์โมสแตทแห่งอนาคตเพื่อควบคุมอุณหภูมิในบ้านโดยการตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้อยู่อาศัย ช่วยแสดงให้เราเข้าใจถึงการทำงานของ IoT กับชีวิตประจำวันของผู้คนในบ้านได้ดีขึ้น แต่แนวคิดเกี่ยวกับ IoT นี้ได้สร้างความกังวลที่มีต่อความเป็นส่วนตัวและการเป็นเจ้าข้อมูลที่นักพัฒนาบางกลุ่มมุ่งสนใจในขณะนี้ จนมีความคิดในการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ในการสื่อสารของ IoT

ในโครงการ Omelette ซึ่งกำหนดโมเดลการเป็นเจ้าของข้อมูลไว้กับบุคคล โดยแยกการเก็บข้อมูลนี้ออกจากระบบและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลส่วนตัวถูกเก็บไว้กับเจ้าของเท่านั้นและจะถูกนำไปใช้ได้เมื่อได้รับอนุญาต โดยจะไม่มีการเก็บข้อมูลไว้ที่อื่นนอกจากเก็บไว้ในอุปกรณ์ของเจ้าของข้อมูลเท่านั้น จึงนับเป็นแนวคิดที่จะปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวและร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ IoT

แอปเปิ้ลเร่งเครื่อง IoT

กล่าวถึง “HealthKit” ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมาของแอปเปิ้ล ก็มีแนวโน้มที่จะเปิดตัวฟังก์ชั่นพิเศษนี้ในไอโฟน 6 ในเดือนก.ย.นี้ โดยมีข่าวว่าแอปเปิ้ลได้เริ่มทำงานกับพันธมิตรทางการแพทย์หลายรายรวมถึงมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ และ Epic Systems โดย HealthKit จะช่วยให้แอปเปิ้ลจะส่งข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งรวมถึงความดันโลหิต และการเต้นของหัวใจให้กับพันธมิตรเพื่อใช้ในการให้บริการต่อยอดออกไปได้

ดังนั้นคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ธุรกิจจะต้องรับมือกับการเกิด Digital Disruption ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อย่างไอโฟนและไอแพดที่เราคุ้นเคยแล้ว หรือเทรนด์ที่อาจกำลังจะเกิดขึ้นใหม่อย่าง IoT ถึงแม้ว่าจะยังมีอุปสรรคและความท้าทายอีกมากกับนวัตกรรม IoT แต่เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่จากทุกค่ายธุรกิจทั้งแอปเปิ้ล ไอบีเอ็ม กูเกิล ซัมซุง ซิสโก้ จีอี ตลอดจนรัฐบาลในหลายประเทศต่างขยับตัวเข้าร่วมในสนามนี้ จึงคงเป็นเพียงเรื่องของเวลาว่า IoT จะถูกพัฒนาจนใช้งานได้และเชื่อมโยงอุปกรณ์และการสื่อสารเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่สร้างโอกาสทางธุรกิจและการผลิตอีกมากมาย

การเคลื่อนไหวในแต่ละครั้งของนวัตกรรม IoT จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกมองข้าม แต่นักธุรกิจควรมองหาทางที่จะนำเอานวัตกรรมนี้มาสร้างประโยชน์กับองค์กรอย่างดีที่สุดและทันกาลมากกว่า