หากใครติดตามพิธีเปิดเริ่มนับหนึ่งปฏิรูปประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ได้กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปของคสช.ที่กำหนดไว้ ซึ่งการ"ปฏิรูป"ดูเหมือนว่าไม่มีฝ่ายใดคัดค้าน ว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องทำการปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยพล.อ.ประยุทธ์กล้าประกาศว่า จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทย จะเดินหน้าปฏิรูปครั้งใหญ่นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อกว่า 70 ที่ผ่านมา
สำหรับการปฏิรูปครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่ามีทั้งสิ้น 11 ด้าน คือ 1. การเมือง 2 . การบริหารราชการแผ่นดิน 3. กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 4. การปกครองท้องถิ่น 5. การศึกษา 6. เศรษฐกิจ 7. พลังงาน 8. สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 9. สื่อสารมวลชน 10. สังคม และ 11. ด้านอื่นๆ โดยบทบาทของการวางยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงประเทศในครั้งนี้ คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จำนวน 250 คน โดยจะมีการคัดเลือกและทูลเกล้าฯในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ แต่เป้าหมายต้องการให้มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม ความกังวลว่าการปฏิรูปในครั้งนี้อาจล้มเหลวตั้งแต่ต้นได้หมดไป หลังจากที่ตัวแทนจากพรรคการเมืองเข้าร่วมรับฟังแนวทางการปฏิรูปในครั้งนี้ด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านั้นบรรดาพรรคการเมืองแสดงท่าทีจะไม่เข้าร่วมการปฏิรูปของคสช. นั่นเท่ากับว่าในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการปฏิรูปในครั้งนี้ คนจากทุกกลุ่มเข้าร่วมกันหมด ทั้งกลุ่มการเมืองที่ขัดแย้งกันมาก่อนหน้านี้ ซึ่งหากพรรคการเมืองเข้าร่วมด้วย ก็อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าการเริ่มต้นปฏิรูปสามารถเดินหน้าต่อไปได้
จุดยืนของพล.อ.ประยุทธ์ ต่อแนวทางการปฏิรูปในครั้งนี้ได้ประกาศไว้แล้วว่ายึดเอา "ประเทศเป็นหลัก" หากใครได้ติดตามประเด็นปัญหาต่างๆที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง รวมทั้งแนวทางในการแก้ไข โดยไม่คำนึงถึงว่าเป็นแนวคิดของคณะรัฐประหาร ก็จะเห็นว่าแนวทางต่างๆนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นในแต่ละปัญหาและเป็นเรื่องที่พูดกันมานาน โดยในหลักการที่กล่าวถึงนั้นเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง อาทิ การเก็บภาษีที่ดิน และการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน เป็นต้น
ดังนั้น แนวทางและประเด็นในการปฏิรูปนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นด้วย แต่ปัญหาสำคัญของการปฏิรูปในสังคมที่ผ่านมาคือการปฏิบัติให้เห็นผลจริง ที่สำคัญคสช.กำหนดกรอบในโรดแมพว่าจะอยู่เพียงระยะสั้นๆเท่านั้น จากนั้นก็จะส่งมอบให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการต่อ ซึ่งหากเทียบกับระยะเวลาที่เหลืออยู่นั้น จึงไม่แน่ใจว่าจะทำได้สำเร็จกี่เรื่องจาก 11 ด้าน แม้ว่าก่อนหน้านี้คนในคสช.เคยกล่าวว่าจะต้องให้นักการเมืองทำสัตยาบันว่าต้องดำเนินการต่อไป
เราด้วยกับแนวทางการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ แต่เห็นว่ามีประเด็นที่ท้าทายคนในสังคมไทยอย่างมาก ว่าจะยินยอมกับแนวทางการปฏิรูปหรือไม่ เพราะจะมีใคร"ยอมเอาตัวเองออกมาก่อน" จากนั้นหาทางแก้ไขดังที่พล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้ำหลายครั้ง อย่างเช่น ประเด็นเรื่องความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อย่างแยกไม่ออก แค่ได้ฟังพล.อ.ประยุทธ์กล่าวมาก็เหนื่อยแล้ว เพราะปัญหาใหญ่ในทุกเรื่อง เราเชื่อว่าเมื่อแก้ปัญหาจริงก็จะยิ่งเหนื่อยมากขึ้นหลายเท่า แต่เราก็ต้องทำ หากต้องการเห็นโฉมหน้าใหม่ของสังคมไทยอย่างแท้จริง









