วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เครียด! สมุดปกขาว ญี่ปุ่นซัดจีนรอบใหม่

"สมุดปกขาว" ด้านความมั่นคงประจำปีหนา 505 หน้าเล่มล่าสุดของญี่ปุ่นตีพิมพ์แผนผังนี้ กล่าวหาว่าจีน

กำลังสร้างแสนยานุภาพทางทหารและมีกิจกรรมที่ "อันตราย" ซึ่งอาจนำไปสู่ "ผลพวงที่ไม่ได้ตั้งใจ"

แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็อาจหมายความว่า โตเกียวกำลังเตือนปักกิ่งว่า สงครามอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีฝ่ายใดต้องการ หากจีนยังเดินหน้าทำสิ่งที่ญี่ปุ่นเห็นว่าเป็นการ "ยั่วยุ"

จีนยืนยันมาตลอดว่าญี่ปุ่นนั่นแหละเป็นฝ่ายสร้างปัญหาทำให้เกิดความตึงเครียดในบริเวณทะเลจีนตะวันออก ซึ่งทั้งสองชาติต่างอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะที่จีนเรียก "เตี้ยวหยู" และญี่ปุ่นขานชื่อว่า "เซนโกกุ"

ผมเกาะติดความบาดหมางระหว่างสองยักษ์แห่งเอเชีย ด้วยความเป็นห่วงว่าต่างฝ่ายต่างจะไม่ยอมลดราวาศอก และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดหน้ามืด ก่อเหตุปะทะขึ้นมา อาจเกิดการเผชิญหน้าด้วยกำลัง

ชาติเล็กๆ ในอาเซียนอย่างไทยก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แผนผังที่ผมนำมาให้ดูนี้เป็นข้ออ้างของญี่ปุ่นว่า จีนได้ละเมิดน่านฟ้าที่ต่างฝ่ายต่างขีดเส้นว่าเป็นเขต "ป้องกันสิทธิ" ของตน

จีนได้ประกาศ ADIZ (Air Defence Identification Zone) เมื่อเร็วๆ นี้ตามเส้นที่ขีดไว้ ซึ่งไปทับกับน่านฟ้าที่ญี่ปุ่นอ้างว่าเป็นเขตของตนเอง

ประกาศแล้วก็แจ้งให้ทั่วโลกรับทราบว่า เครื่องบินต่างชาติที่บินเข้าในเขต ADIZ จะต้องแสดงตนให้ชัดเจนและสื่อสารกับเจ้าหน้าที่จีนตลอดเวลา

แม้จะไม่ใช่การอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของเหนือบริเวณนี้ แต่การที่ปักกิ่งกำหนดให้ทุกคนที่ข้ามเส้นนี้มาต้องรายงานตัวเองให้ฝ่ายจีนรู้ ก็เท่ากับเป็นการอ้างสิทธิข้ามขั้นปกติของวิธีปฏิบัติทั่วไป

เหมือนฝ่ายหนึ่งยื่นแขนตัวเองจนสุด ไปกระแทกเอาแขนของเพื่อนข้างๆ

หากต่างฝ่ายต่างระมัดระวัง ไม่สยายแขนตัวเองออกไปไกลนัก เรื่องกระทบกระทั่งก็จะไม่เกิด แต่เมื่อมีการอ้างสิทธิ์ของตนทั้งสองฝ่าย ก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องมีเรื่องโวยวายกัน

สมุดปกขาวญี่ปุ่นบอกว่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จีนได้ปรับเพิ่มงบประมาณทางทหารถึง 4 เท่า "ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด"

จีนวิพากษ์นายกฯ ชินโซะ อาเบะ ว่าพยายามตีความรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะเสริมสร้างความสามารถทางด้านทหารอันเป็นการยั่วยุจีนเช่นกัน

ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างกล่าวหากันและกันว่า เครื่องบินและเรือของอีกฝ่ายหนึ่งมักจะ "ล้ำเส้น" เข้ามาในเขตของตน เหมือนจงใจจะท้าตีท้าต่อย

ที่น่ากังวลคือผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างก็ยังเล่นเกมกร้าว ไม่นั่งลงเจรจา และไม่ยอมให้ใครเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอีกด้วย

แต่ผมเชื่อว่า "การทูตหลังบ้าน" กำลังดำเนินอยู่ เพียงแต่ทั้งประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน และนายกฯอาเบะของญี่ปุ่นต้องเล่นบทกร้าวเพื่อเอาใจคนในชาติเท่านั้นเอง