ผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตฉบับล่าสุดจาก "สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)
หรือ สพธอ. พบผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในไทยปีนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนจากเดิม 4.6 ชั่วโมงต่อวันขยับขึ้นมาเป็น 7.2 ชั่วโมงต่อวัน หรือคิดเป็นเวลา 1 ใน 3 ของวัน ขณะที่ "สมาร์ทโฟน" เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานสูงเกือบตลอดวันเพื่อเข้าอินเทอร์เน็ต หรือเฉลี่ย 6.6 ชั่วโมงต่อวัน รองลงมา "คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ" เฉลี่ย 6.2 ชั่วโมงต่อวัน "โน้ตบุ๊ค" เฉลี่ย 5.3 ชั่วโมงต่อวัน "แทบเล็ต" เฉลี่ย 4.8 ชั่วโมงต่อวัน และ "สมาร์ท ทีวี" เฉลี่ย 3.4 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนกิจกรรมยอดนิยมของคนไซเบอร์ในช่วงนี้ โดยเฉพาะบนมือถือคือ "ใช้ท่องโซเชียล เน็ตเวิร์ค" แซง "การใช้มือถือเพื่ออ่านข่าวและหนังสือออนไลน์" รั้งท้ายด้วยการใช้มือถือเพื่อ "หาข้อมูล" และกิจกรรมยอดนิยมทำผ่านคอมพิวเตอร์คือ "ส่งอีเมล", "ค้นข้อมูล" และ "อ่านข่าวออนไลน์" ซึ่งความแพร่หลายของอุปกรณ์โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนที่ทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตสะดวกมากขึ้น และทำให้เกิดพฤติกรรมสังคมก้มหน้าขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่เป็นการใช้งานเพื่อความบันเทิง และการหาข้อมูลข่าวสารทั่วไปมากกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ โดยตัวเลขการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อซื้อของ (อีคอมเมิร์ซ) พบว่ามีมูลค่าไต่ระดับอยู่ราว 7.4 แสนล้านบาทต่อปี หรือเพียง 25% ของกิจกรรมที่ทำผ่านอินเทอร์เน็ต แต่นักช้อปไทยเริ่มมั่นใจกับการซื้อของออนไลน์มากขึ้น จากมูลค่าสินค้าที่ซื้อสูงสุดต่อครั้งเพิ่มจากเดิม 10 เท่า จากปีที่ผ่านมาสูงสุดที่ 1,500 บาท ล่าสุดแตะ 15,000 บาท แสดงถึงอีคอมเมิร์ซแม้จะเติบโตมากขึ้น แต่ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับการขยายตัวของอินเทอร์เน็ต เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เพื่อซื้อขายของกันเหมือนหลายประเทศในตลาดที่เติบโตแล้ว
ขณะที่กรมสรรพากรส่งหนังสือเชิญผู้ประกอบการที่ค้าขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรืออีคอมเมิร์ซ ให้เข้าร่วมรับฟังแนวทางการชำระภาษีอย่างถูกต้อง โดยจะเริ่มเปิดให้เข้ารับฟังในเดือน ก.ย. นี้ ด้วยเหตุผลว่าส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดของผู้ประกอบการค้าขายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซไม่ได้เข้าอยู่ในระบบการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งตามกฎหมายประมวลรัษฎากรให้ถือว่า ผู้ที่มีรายได้จะต้องยื่นแบบชำระภาษี ส่วนจะต้องเสียภาษีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฐานรายได้ของผู้ยื่นแบบ และจากการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ค้าขายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซจำนวนหลายพันราย ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายสินค้าผ่านระบบดังกล่าวมีจำนวนมากหลายหมื่นล้านบาท หรืออาจถึงแสนล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้ หากเข้าระบบการชำระภาษีอย่างถูกต้อง จะสร้างรายได้ให้รัฐและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีรายอื่น
ทั้งนี้ เราเห็นด้วยกับการจัดระเบียบการจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง ไม่หาช่องหลีกเลี่ยง ซึ่งจากอดีตที่ผ่านมาพฤติกรรมหลบหลีก หรือเลี่ยงภาษี ตลอดจนหาช่องทางเสียภาษีให้น้อยที่สุดนั้น มักจะเกิดขึ้นกับ "คนตัวใหญ่" ส่วนคนตัวเล็กตัวน้อย โดยมากจะไม่มีโอกาส"หนี"ภาษี และหากหน่วยงานของรัฐเอาจริงเอาจังแล้วมีเงินจัดเก็บรายได้เพิ่ม ก็น่าจะพิจารณานำเงินรายได้ส่วนหนึ่งออกมาเป็นกองทุนส่งเสริมหรือช่วยเหลือผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ให้ใช้งานอย่างปลอดจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น









