วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จาก "พูดคุยสันติภาพ" สู่ "พูดคุยเพื่อสันติสุข"

เมื่อวาน (4 ส.ค.) กรุงเทพธุรกิจ "โฟกัส" เปิดข้อมูลโครงสร้างการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้ว่าจะเดินหน้าพูดคุยต่อ แต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบ วิธีการ และตัวบุคคล

จะว่าไปการเปลี่ยนแปลงเริ่มตั้งแต่ "ชื่อ" ของกระบวนการพูดคุยด้วยซ้ำ จากการ "พูดคุยสันติภาพ" เป็น "พูดคุยเพื่อสันติสุข"

ก่อนจะไปถึงสาเหตุของการเปลี่ยนชื่อ ขอแจกแจงเรื่อง "คณะทำงานพูดคุย" ซึ่งมีการว่างไว้คร่าวๆ แล้วว่าจะมีอย่างน้อย 4 ชุด 4 ฝ่าย ได้แก่

1.คณะทำงานพูดคุยเพื่อสันติสุข จะมีทั้งวงลับและวงเปิด จึงอาจมีการตั้งคณะทำงานย่อยเพิ่มอีก

2.คณะทำงานด้านกฎหมาย

3.คณะทำงานด้านการเมือง

4.คณะทำงานสร้างความเชื่อมั่นการยุติความรุนแรง

เท่าที่ทราบจนถึงขณะนี้ โครงสร้างนี้อาจยังไม่ใช่โครงสร้างสุดท้าย คืออาจมีการปรับอีกเล็กน้อย และยังไม่มีการจัดตัวบุคคลลงไปในคณะทำงาน เพราะขั้นตอนน่าจะต้องผ่านการคัดเลือกจากหัวหน้า คสช. หรือนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มี "แมนเดท" หรือ "อาณัติ" ว่าได้รับมอบอำนาจอย่างแท้จริงจากผู้มีอำนาจของประเทศไทย

สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวบุคคล ก็คือ "หลักการของการพูดคุย" ซึ่งเปลี่ยนแปลงแนวทางไปจากเดิมพอสมควร กล่าวคือ กรอบการพูดคุยต้องชัดเจนว่าเน้นเรื่องการ "สร้างสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่" โดยลดระดับความสำคัญของประเด็น "รูปแบบการปกครอง" หรือ "การปกครองพิเศษ" หรือ "การปกครองตนเอง" ลงไป

เพราะเป้าหมายของการพูดคุยต้องมุ่งไปที่ประโยชน์ของประชาชน สนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ไม่ใช่ความต้องการของขบวนการที่เคลื่อนไหวโดยใช้การก่อเหตุรุนแรงเป็นเครื่องมือ

และนี่คือสาเหตุของการเปลี่ยนชื่อจากการ "พูดคุยสันติภาพ" สู่การ "พูดคุยเพื่อสันติสุข" เพราะต้องเป็นการพูดคุยเพื่อความสงบสุขของพื้นที่และพี่น้องประชาชนจริงๆ

ข้อมูลที่วิเคราะห์จากหน่วยงานความมั่นคงชัดเจนว่า หลังจากดำเนินกระบวนการพูดคุยสันติภาพมา 1 ปีเศษในรัฐบาลชุดที่แล้ว พบว่าความคิดของกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนอยู่ที่ "อำนาจการปกครองตนเอง" เป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องทหารรังแกประชาชน หรือรัฐไทยไม่สนใจคนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือแม้แต่เรื่องความเป็นธรรม แต่ปัญหาเหล่านั้นเพียงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มอำนาจต่อรองเรื่องการปกครองตนเอง

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ที่ปรึกษา ผบ.ทบ. ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมีบทบาทสำคัญในการพูดคุยเจรจากับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนในอดีต ถึงกับให้ความเห็นว่า กระบวนการพูดคุยสันติภาพในรัฐบาลชุดที่แล้ว สิ่งที่กลุ่มบีอาร์เอ็นทำ เพื่อให้เกิดการสอดคล้อง และนำไปสู่เงื่อนไขการใช้สิทธิกำหนดใจตนเอง หรือ Right to Self Determination

ตั้งแต่การออกยูทูบเรียกประเทศไทยว่า "นักล่าอาณานิคมสยาม" กระทั่งการพยายามทำให้สถานการณ์ในพื้นที่เข้าเงื่อนไขเป็นความขัดแย้งด้วยอาวุธ (armed conflict) เปิดทางให้องค์กรจากภายนอกเข้าแทรกแซงได้ ในสถานะที่คนมลายูมุสลิมและดินแดนปาตานี (สามจังหวัดชายแดนภาคใต้) เป็นดินแดนอาณานิคมของสยามตั้งแต่ครั้งอดีต

และนั่นจะนำไปสู่ข้อเรียกร้องแยกตัวเป็นเอกราชตั้งรัฐใหม่ แต่เมื่อลงนามในข้อตกลงกันแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องเอกราช ก็จะต้องหันมาพูดเรื่อง "การปกครองตนเอง" หรือ "รูปแบบการปกครองแบบพิเศษ"

สอดคล้องแหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคงที่ชี้ว่า "ทั้งนโยบายความมั่นคงและการพูดคุย ต้องมุ่งสนองตอบความต้องการของประชาชนและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ถ้าเขาพร้อมจะคุยในประเด็นเหล่านี้ เราก็พร้อม ไม่ใช่มานั่งคุยกันเรื่องการปกครองตนเอง โดยที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้อะไรขึ้นมา"

"และอาจเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ด้วยซ้ำ ถ้ากลุ่มที่เคยฆ่าและทำร้ายผู้บริสุทธิ์กลายเป็นผู้นำในพื้นที่ขึ้นมาจริงๆ"

การปรับทิศการพูดคุยสันติภาพ เป็นการ "พูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้" จึงการดึงสถานการณ์การพูดคุยกลับมา ไม่ให้เป็นไปตามเกมของกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน แล้วหันมาคุยกันเรื่องสันติสุขของประชาชนในพื้นที่จริงๆ

ถ้าฝ่ายขบวนการยอมพูดคุย ก็สะท้อนว่าพวกเขาคาดหวังสันติสุขของปาตานี แต่หากไม่...ประชาชนก็ต้องไปคิดว่าคนเหล่านี้ต้องการอะไร

นี่คือบทสรุปรวบยอดความคิดของฝ่ายความมั่นคงที่มีต่อการพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้ ณ วันนี้ ส่วนจะถูกต้องและดับไฟใต้ได้จริงหรือไม่...เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์!