วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เราเรียนรู้อะไรจาก การเมืองอินโดฯได้บ้าง?

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียให้ โจโก วิโดโด “โจโกวิ” ชนะคู่แข่ง อดีตนายพลปราโบโว ซูเบียนโต

53.15% ต่อ 46.85%

โจโกวิได้ 70,997,833 คะแนน ขณะที่คู่แข่งได้ 62,576,444 คะแนน

ชนะแพ้กัน 6% ต้องถือว่าสูสีกันมาก แม้ว่าก่อนหน้านี้โพลล์ทั้งหลายจะให้โจโกวิชนะขาดลอยมาตลอด แต่พอใกล้เลือกตั้งวันที่ 9 ก.ค., ปราโบโวก็สามารถตีตื้นขึ้นมาอย่างแรง

ผลเลือกตั้งออกมาอย่างนี้ ปราโบโวยังไม่ยอมรับ บอกว่าจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นับคะแนนเสียงใหม่เพราะสงสัยว่าจะมีเรื่องไม่ชอบมาพากล

แต่ผมเชื่อว่าคนที่สาบานตนรับตำแหน่งเป็นผู้นำคนใหม่ของอินโดฯ ในเดือนต.ค.นี้น่าจะไม่ผิดไปจากโจโกวิค่อนข้างแน่นอน

เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย คุณ Lutfi Rauff บอกผมว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้เป็นการเปิดศักราชใหม่ของการเมืองประเทศของเขา เพราะ “โจโกวิ” เป็นผู้นำคนแรกที่ไม่อิงแอบการเมืองเก่า และไม่มีประวัติพัวพันกับกลุ่มอำนาจเดิมแต่อย่างไร

อีกทั้งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของอินโดฯ ที่ประธานาธิบดียุดโยโน บัมบัง อยู่ได้ครบสองสมัยโดยไม่ถูกโค่นกลางทางอย่างที่ผู้นำคนก่อนๆ ประสบมา

ผมถามท่านทูตว่า เมืองไทยจะเรียนรู้อะไรจากอินโดฯได้บ้าง ท่านตอบอย่างถ่อมตัวว่าอินโดฯยังใหม่ต่อประชาธิปไตย เพราะเพิ่งจะหลุดออกจากระบอบทหารมาได้ 15 ปีและกำลังเรียนรู้ว่าจะเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและมั่นคงได้อย่างไร

“เราต้องยอมรับว่าแม้เราจะเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วแต่ปัญหาคอร์รัปชันยังมีอยู่มาก และการซื้อเสียงขายเสียงในการเลือกตั้งก็ยังมีอยู่” ท่านทูตบอกผม

แต่ที่อินโดฯสามารถฟันฝ่าอุปสรรคมาถึงวันนี้ต้องถือว่าสร้างภูมิต้านทานได้พอสมควร

“ต้องไม่ลืมว่าเราเป็นประเทศที่มีเกาะถึง 17,000 เกาะ ประชากร 250 ล้านคน มีชาติพันธุ์กว่า 240 กลุ่มและมีภาษาท้องถิ่นถึง 600 กว่าภาษา แต่เมื่อเราสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันท่ามกลางความหลากหลายอย่างนี้ ต้องถือว่าเราประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว”

ผู้นำคนใหม่ของอินโดฯได้ชื่อว่าเป็นคน “เท้าติดดิน” และเป็น “ขวัญใจ” ของชาวบ้าน เพราะในขณะที่เป็นนายกเทศมนตรีของโซโลและต่อมาเป็นผู้ว่าฯกรุงจาการ์ตานั้น โจโกวิสามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของคนเมืองหลายอย่าง ขณะที่คู่แข่งของเขามีอดีตเป็นนายพลทหาร ใกล้ชิดกับเผด็จการซูฮาร์โต และเคยเป็นผู้คุมหน่วยกำลังพิเศษที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนที่เรียกร้องประชาธิปไตย

ท่านทูตราอูฟบอกว่า การที่อินโดฯสามารถก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยได้ก็เพราะประชาชนต้องการอย่างนั้น และช่วยกันสร้างกลไกสังคมที่ส่งเสริมประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง

“แม้คอร์รัปชันยังเป็นปัญหา แต่เราก็พิสูจน์ว่าจะเดินหน้าปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง และพร้อมจะจับปลาตัวใหญ่ให้เห็นชัดเจน เช่นคดีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตข้อหารับสินบนในการทำคดีการโกงเลือกตั้ง”

ที่นั่นมีการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างชัดเจน เพราะกฎเกณฑ์กติกาที่ผ่านรัฐสภาที่มีการเลือกตั้งอย่างเสรีและเปิดกว้างมีความเข้มข้นกว่าที่ผ่านมาอย่างปฏิเสธไม่ได้

ผมถามท่านทูตว่าไทยได้รับบทเรียนอะไรจากประสบการณ์ของอินโดฯบ้าง

“ผมว่าเราต่างคนต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากกว่า” ท่านบอก

คนอินโดฯเคยบอกว่าประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตย เพราะเขาอยู่ใต้เผด็จการทหารมายาวนาน

วันนี้เขาก้าวพ้นอดีตนั้น

เราเป็นตัวอย่างเดิมที่เขาอยากเป็น และวันนี้เขาเป็นตัวอย่างที่เราอยากเป็นเช่นกัน

หรือไม่ใช่?