ปฏิรูปองค์การมหาชน

ปฏิรูปองค์การมหาชน

อ่านข่าวการแถลงผลการประชุมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ประจำวันที่ 29 ก.ค. 2557 มีมติให้ยุบเลิกกองทุนต่างๆ

ที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ตั้งขึ้นมา กองทุนพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน/ชุมชน หรือกองทุนเอสเอ็มแอล เป็นต้น ที่ยังดำเนินการต่อไปก็ เช่น กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นต้น โดยงบประมาณของกองทุนต่างๆ ที่ถูกยุบไปให้โอนย้ายไปยังหน่วยงานอื่นๆ รวมทั้งโอนมาให้แก่กองทุน กยศ. ด้วย ถือได้ว่าเป็นการปฏิรูป ปรับโครงสร้าง จัดระเบียบกองทุนและการใช้งบประมาณเพื่อให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดก็ว่าได้

เมื่อมีการปฏิรูปกองทุนต่างๆ แล้ว ก็อยากเสนอให้ คสช. หรือรัฐบาลที่ คสช. จะแต่งตั้งในไม่ช้านี้ หรือรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งในอนาคต ได้ปฏิรูปองค์การมหาชนที่มีอยู่หลายสิบแห่งและใช้งบประมาณในแต่ละปีรวมกันแล้วน่าจะหลายพันล้านบาทหรืออาจถึงระดับหมื่นล้านบาท โดยสำรวจ ประเมินผล อย่างจริงว่าองค์การมหาชนทั้งหลาย มีความจำเป็นจริง หรือมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่หรือไม่ และมีการทำงานบรรลุเป้าหมายตามบทบาทหน้าที่เพียงใด หากองค์การมหาชนใดไม่จำเป็นและเปลืองงบประมาณ ก็ควรจะยุบเลิกไปเสีย หรือหากยังมีความจำเป็นอยู่จริงก็เร่งพัฒนาให้ทำงานได้ตามเป้าหมายก็จะดียิ่ง

องค์การมหาชนนั้น จัดตั้งขึ้นได้สองลักษณะคือ (1) ตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชน ตามมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 ที่ตราขึ้นในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย (2) ออกพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การมหาชนเป็นการเฉพาะ โดยวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การมหาชนที่กำหนดไว้ใน มาตรา 5 วรรคแรก ของพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 ว่า “เมื่อรัฐบาลมีแผนงานหรือนโยบายด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะเพื่อจัดทำบริการสาธารณะ และมีความเหมาะสมที่จะจัดตั้งหน่วยงานบริหารขึ้นใหม่แตกต่างไปจากหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยมีความมุ่งหมายให้มีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและบุคลากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จะจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้”

องค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นโดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกาตามพระราชบัญญัตินี้ (อ้างอิงจากเว็บไซต์วิกิพีเดีย เมื่อ 29 กรกฎาคม 2557) มีจำนวน 37 แห่ง จัดตั้งขึ้นโดยตราเป็นพระราชบัญญัติเป็นการเฉพาะจำนวน 16 แห่ง รวมเป็น 43 แห่ง มีทั้งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี สำนักรัฐมนตรี และกระทรวงต่างๆ โดยมีองค์การมหาชนที่มีชื่อปรากฏแก่สาธารณชนผ่านสื่อต่างๆ อยู่บ่อยๆ เช่น สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นต้น

ส่วนองค์การมหาชนที่ไม่ค่อยปรากฏชื่อหรือที่เงียบหายไม่เป็นที่รับรู้ของสาธารณชนก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก หากเอ่ยชื่อขึ้นมาคงมีคนจำนวนน้อยที่รู้ว่ามีหน่วยงานนี้อยู่ เช่น สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

องค์การมหาชนทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ แต่ละปีใช้งบประมาณในการดำเนินงานไปเท่าใด มีความจำเป็นอย่างแท้จริงหรือไม่ หากมีความจำเป็นแล้วมีการ “ใช้ประโยชน์ทรัพยากรและบุคลากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด” ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 หรือไม่ เพียงใด มีการประเมินผลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 42 หรือไม่ มีการจัดทำรายงานเสนอผลการดำเนินงานและแผนงานปีต่อไปให้รัฐมนตรีต้นสังกัดตามมาตรา 41 หรือไม่

การตรวจสอบการดำเนินงานองค์การมหาชน เฉพาะที่ตราขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 รัฐบาลสามารถทำได้ผ่านรัฐมนตรีที่กำกับดูแลองค์การมหาชนแต่ละแห่งตามมาตรา 43 หากเห็นว่าองค์การมหาชนใดที่สมควรยุบเลิกด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ รัฐบาลก็ทำได้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 44 (3) โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกายุบเลิก

หาก คสช. หรือรัฐบาลที่ คสช. แต่งตั้ง รวมถึงรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งในอนาคตต้องการปฏิรูประบบของประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น ดังที่ได้ยุบเลิกและคงไว้ซึ่งกองทุนต่างๆ ดังที่ปรากฏในข่าวที่ยกมาอ้างอิงในย่อหน้าแรกของบทความนี้ ผู้เขียนก็ขอฝากและขอเสนอ ให้พิจารณาเรื่ององค์การมหาชนนี้ด้วย เพราะเท่าที่ศึกษามาเห็นว่ามีองค์การมหาชนหลายแห่งมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งไม่ปรากฏผลงานที่แน่ชัดว่าจะสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ตามวัตถุประสงค์ที่จัดตั้งขึ้นมา เมื่อเป็นดังนี้ก็ไม่ต่างจากการเอาเปรียบสังคม เอาเปรียบประชาชน เพราะเงินที่ใช้ในการดำเนินงานก็มาจากภาษีประชาชน จึงไม่ต่างจากการคอร์รัปชัน ผิดศีลธรรม จริยธรรม เห็นสมควรปฏิรูปกันอย่างขนานใหญ่ ด้วยปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้ทำงานบรรลุวัตถุประสงค์ หรือยุบเลิกไปเสียเพื่อจะได้นำงบประมาณและกำลังคนไปเพิ่มเติมแก่หน่วยงานที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณและกำลังคนเพิ่มเติม

หวังว่าจะได้เห็นการปฏิรูปองค์การมหาชนเกิดขึ้นในที่สุด