ประชานิยม เป็นอันตรายต่อ วินัยการคลัง และยืนอยู่คนละข้างกับ เศรษฐกิจพอเพียง
อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือของ “นักเลือกตั้ง” ในการซื้อความนิยมของประชาชนด้วยภาษีประชาชนอย่างไม่รับผิดชอบ
บางคนแย้งว่าจะให้นักการเมือง “หาเสียง” กับประชาชนอย่างไรถ้าไม่ให้เสนอนโยบายที่ “ประชาชนชื่นชอบ”
คำตอบก็คือ “นโยบายหาเสียง” กับ “นโยบายเพื่อประชาชน” นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป และนักเลือกตั้งมักจะใช้วิธีง่าย ๆ ในการหาความนิยมให้กับตนด้วยการสัญญาว่าจะ “ลด, แลก, แจก, แถม” ด้วยเงินหลวงทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง
ถามว่าชาวบ้านชอบ “ของฟรี” หรือไม่? แน่นอนว่าจะต้องชอบ แต่ถามต่อว่าชาวบ้านรู้ไหมว่า “ไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้” คำตอบคือนักการเมืองไม่เคยอธิบาย “ค่าใช้จ่ายที่จะตามมา” หลังจากที่ได้ของที่ดูเหมือนฟรีไปแล้ว
นโยบาย “ประชานิยม” จึงกลายเป็นยาพิษเคลือบน้ำตาลที่นักการเมืองป้อนให้กับประชาชนด้วยเจตนาร้ายที่จะให้ชาวบ้าน “เสพติด” และต้องพึ่งพานักการเมืองตลอดชีวิต
เพราะเมื่อนักเลือกตั้งยื่นสิ่งต่าง ๆ ให้แล้ว ชาวบ้านก็ไม่สร้าง “ภูมิต้านทาน” ของตัวเองขึ้นมาเพื่อสามารถคิดเองทำเอง หากแต่หวังรอให้ทางการและนักการเมืองส่งของฟรีมาให้อย่างต่อเนื่อง จึงต้องหย่อนบัตรให้กับนักเลือกตั้งเหล่านี้กลับมาเพื่อจะได้ “ของฟรี” ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
แต่แน่นอนว่าความจริงย่อมเป็นความจริง เมื่อไม่มีของฟรีในโลกนี้ วันหนึ่งชาวบ้านก็รู้ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายราคาแพงเพื่อแลกกับ “ของฟรี”
บทเรียนราคาแพงเหล่านั้นบ่อยครั้งก็มาช้า และเมื่อพิษร้ายของมันมาถึง ก็มักจะแก้ไขไม่ทัน ย้อนกลับไปปรับแก้อะไรไม่ได้
กรณีนโยบายจำนำข้าวเป็นตัวอย่างชัดเจน ความเสียหายไม่ได้จำกัดแค่กับชาวบ้าน หากแต่ยังกระทบถึงตลาดส่งออกข้าวไทย ทำลายชื่อเสียงของข้าวไทย และทำให้ชาวนาต้องฆ่าตัวตายเพราะไม่ได้เงินจากรัฐบาล
นโยบาย “รถคันแรก” ก็สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดรถยนต์จนถึงวันนี้ก็ยังไม่อาจประเมินความเสียหายทั้งหมดได้
การแจกเงินให้ตำบล หมู่บ้าน ที่อ้างว่าเอาไปพัฒนาท้องถิ่นนั้นได้สร้างให้เกิดปัญหาการบริหารและความแตกแยกในระดับท้องถิ่น ไม่สามารถวัดผลได้ว่าเงินเหล่านั้นเอาไปสร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และสนองความต้องการของประชาชนได้หรือไม่
รัฐธรรมนูญใหม่คงใช้คำว่า “ประชานิยม” ไม่ได้ชัด ๆ เพราะคำนี้สามารถตีความได้ในด้านต่าง ๆ แต่เนื้อหาและสาระนั้นสามารถนิยามได้ไม่ยากว่าอะไรคือนโยบายเอาใจผู้ลงคะแนนเสียงอย่างเดียว และอะไรคือการเสนอนโยบายเพื่อทำประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง
อีกทั้งภาคประชาชนจะต้องสร้างเครือข่ายตรวจสอบคำมั่นสัญญาของนักการเมืองในทุกระดับ ประเมินการใช้งบประมาณในโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องรอบด้าน ไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายรัฐและสภาเท่านั้น แต่ยังต้องให้ภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็งตรวจสอบและกลั่นกรองการเสนอนโยบายและการใช้เงินหลวงของนักการเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน
จะปราบนักเลือกตั้งที่หาประโยชน์จากเงินหลวง ต้องอาศัยคนทั้งประเทศครับ แค่เขียนในรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่สำเร็จแน่นอน






