พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศโรดแมพระยะที่ 2 ของคสช.
โดยคาดว่าหลังจากโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว จะมีการแต่งตั้งสภาปฏิรูป ซึ่งกระทรวงกลาโหมจะจัดงานคิกออฟเปิดตัวที่สโมสรทหารบก วิภาวดี ไม่เกินวันที่ 10 ส.ค. และกำหนดเป้าหมายทำการปฏิรูปประเทศให้เสร็จในเวลา 10 เดือน ซึ่งจากนี้ไปกระแสการปฏิรูปของคสช.ถือว่าเป็นประเด็นที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะออกมาอย่างไร
หากใครติดตามข้อเสนอการปฏิรูปประเทศก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่ามีข้อเสนอมากมายเมื่อกล่าวถึงการปฏิรูป ตั้งแต่การปฏิรูปเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหา ไปจนถึงการปฏิรูปในระดับโครงสร้างประเทศ บางอย่างมีความคืบหน้าอย่างมาก แต่บางอย่างก็เป็นเพียงการขายความคิด ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างจริง เช่น การปฏิรูปวงการศึกษา และในบางกรณีเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลายาวนานมาก เช่น ความเท่าเทียมและความเป็นธรรม ซึ่งอาจกล่าวว่าสังคมไทยไม่เคยห่างหายจากแนวคิดการปฏิรูป
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่ากระแสการปฏิรูปนั้นเกิดขึ้นแทบทุกวงการ แต่หากพิจารณาแนวทางใหญ่ของการปฏิรูป อาจแบ่งเป็นสองแนวทาง คือ แนวทางแรก เป็นการเสนอของแวดวงรัฐบาลเอง ซึ่งมักจะเป็นไปตามแนวทางการวางแผนของส่วนราชการ แนวทางที่สอง เป็นความพยายามหาทางเลือกของภาคประชาชน เนื่องจากเห็นว่าหากการปฏิรูปผ่านระบบราชการเสียแล้ว สังคมก็ขาดการมีส่วนร่วม ในที่สุดก็ล้มเหลว ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นการต่อสู้ทางความคิดระหว่างสองแนวทางปฏิรูปนี้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เห็นพ้องกันในแวดวงการปฏิรูปสังคมการเมือง คือ การปฏิรูปสังคมต้องใช้เวลา เพราะต้องมีกระบวนการสร้างคน ให้พร้อมกับแนวคิดและหลักปฏิบัติใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และสูญเสียประโยชน์ จึงทำให้การปฏิรูปได้รับการต่อต้านจากบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงอาจเกิดคำถามว่าคสช.จะดำเนินการปฏิรูปในช่วงเวลาเพียง 8 เดือนนั้นจะทำอะไรและจะดำเนินการอย่างไร เพราะถือว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก
หากเราเห็นว่ากระบวนการปฏิรูปใช้เวลานาน เราก็หวังว่าการปฏิรูปของคสช. ในครั้งนี้จะสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้เกิดขึ้น และหากคาดเดาล่วงหน้า ก็เชื่อว่าการปฏิรูปของคสช.ก็คงไม่มีลักษณะการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนนัก เพียงแต่อาจมีตัวแทนจากกลุ่มคนต่างๆ เข้ามาร่วมในคณะกรรมการปฏิรูป ดังนั้นเราจึงไม่ได้คาดหวังอะไรจากแผนการปฏิรูปสังคมของคสช.ในครั้งนี้ เพียงแต่สิ่งที่อยากเห็นคือคสช.ได้วางรากฐานอะไรไว้เมื่อคราวต้องถอนตัวและเปิดให้มีการเลือกตั้ง
เราเห็นว่าการปฏิรูปของคสช. ในครั้งในท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งในสังคมอย่างรุนแรง ซึ่งการชุมนุมทางการเมืองในช่วงหลายรัฐบาลก่อนหน้านี้ อาจเป็นเพียงปลายเหตุแห่งปัญหาเท่านั้น ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นจากการปฏิรูปของคสช.ในครั้งนี้ คือ กติกาการเมืองหรือสังคมที่จะออกมานั้นได้รับการสานต่อจากประชาชนอย่างแท้จริง เพราะเพียงแค่การออกกฎหมายหรือกติกาใหม่นั้นอาจไม่เพียงพอหากไม่มีการนำปฏิบัติจริง ดังนั้นปัญหาการปฏิรูปคือหลังจากนี้ไปจะปฏิบัติกันอย่างไร มากกว่าจะเป็นเพียงแค่ปัญหาจะปฏิรูปอะไร






