วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ควรมองและแก้ไขปัญหาสังคมแบบปฏิรูปทั้งระบบ

เรามีแนวโน้มที่จะต้องมองปัญหาต่างๆ แบบขาวหรือดำอย่างง่ายๆ หรือมองแบบแยกส่วนเป็นเรื่องๆ

และหาทางแก้ไขปัญหาแบบวัวหายล้อมคอกเป็นเรื่องๆ ไป เช่น กรณีพนักงานการรถไฟข่มขืนฆ่าเด็กสาวในรถไฟตู้นอน คนส่วนใหญ่มองว่าควรเพิ่มโทษให้หนักแบบประหารชีวิต และเพิ่มมาตรการการกวดขันรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารรถไฟเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะช่วยลดโอกาสจะเกิดปัญหาได้บ้างในระยะสั้น แต่ไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

เราควรวิเคราะห์ว่า ปัญหาแต่ละเรื่องเกิดมาจากหลายปัจจัยทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน การแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มโทษและเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัย อาจเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ และลดโอกาสจะเกิดปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่สำคัญคือ ทำอย่างไร สังคมถึงจะหาทางป้องกันไม่สร้างคนที่ชอบข่มขืนฆ่า ซึ่งเป็นความผิดปกติทางจิตแบบหนึ่งขึ้นมา เพราะคนเหล่านี้ทำลงไปโดยปราศจากการยั้งคิด ไม่สนใจหรอกว่ากฎหมายมีบทลงโทษหนักขนาดไหน และถึงเราจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารในรถไฟได้ระดับหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เรื่องแบบนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นได้ในที่อื่นๆ ถ้าสังคมยังมีคนมีคุณภาพต่ำ/ป่วยทางจิตแบบนี้อยู่ และคนทั่วไปไม่สนใจช่วยกันดูแลอย่างจริงจัง

นั่นก็คือ เรื่องเช่นนี้โยงถึงการต้องปฏิรูปทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองสังคม วัฒนธรรม เพื่อพัฒนาให้คนทั้งประเทศได้เติบโตอย่างมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีจิตสำนึก ศีลธรรมจรรยา แบบพลเมืองดีด้วย นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแนวทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นส่งเสริมให้คนมุ่งหาเงินแบบตัวใครตัวมัน ไม่ได้สร้างเฉพาะปัญหาเรื่องการกระจายทรัพย์สินรายได้ไม่เป็นธรรมเท่านั้น แต่สร้างให้คนอยากได้ อยากมี คิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง และสร้างปัญหาสังคม วัฒนธรรม จิตวิทยาอย่างสำคัญด้วย

ปัญหาสังคมอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาการเมืองด้วยคือ ข่าวการจับกุมมือปืนรับจ้างผู้ยิงลูกระเบิดถล่มเวที กปปส. ที่ทำให้ประชาชนและเด็กตายไป 3 คน คนถูกจับคนหนึ่งให้การหน้าตาเฉยว่าได้รับค่าจ้าง 4 พันบาท จำนวนเงินที่ต่ำมาก อาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับว่า ทำไมสังคมไทยจึงสร้างคนพวกนี้ ที่พร้อมจะรับจ้างฆ่าคนอื่นด้วยเงินจำนวนหนึ่งอย่างโหดเหี้ยม โดยไม่แยแสเรื่องบาปกรรมหรือโอกาสที่จะถูกจับลงโทษ ทำไมสังคมไทยสร้างมือปืนรับจ้างมากมาย จนมีข่าวฆ่ากันตายบ่อยมาก รวมทั้งทำไมสังคมไทยถึงสร้างคนที่เป็นผู้จ้างวานฆ่าคนอื่น ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องขบคิดกันว่า ทำไมประเทศอื่นที่เขาพัฒนาทางสังคมและคุณภาพคนมากกว่า เช่น ในยุโรปตะวันตก เขาถึงไม่มีเรื่องแบบนี้กันเหมือนที่เรามี

ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมที่ต้องวิเคราะห์และหาทางแก้อย่างเป็นระบบครบวงจร การมองปัญหาแบบง่ายๆ และแก้ปัญหาตามหลังเรื่องที่เกิดขึ้น เช่น กวาดล้างจับกุมอาวุธ, กวาดล้างมือปืน, เพิ่มกฎหมายลงโทษอย่างเข้มงวด คงช่วยได้บ้างในระยะหนึ่ง แต่การจะแก้ปัญหาให้ได้ผลจริงๆ อย่างยาวนาน คงต้องคิดและแก้ปัญหากันทั้งระบบเศรษฐกิจการเมือง สังคม

เรื่องที่ 3 ซึ่งแม้จะไม่รุนแรงเห็นชัด แต่ก็สร้างปัญหาเยอะ และเกี่ยวพันกับคนจำนวนมากกว่า นั่นคือ รายงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลและยูนิเซฟเกี่ยวกับว่าในปี 2555 มีเด็กไทยมากกว่า 3 ล้านคน ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ (ในภาคอีสาน 1 ใน 3 ของเด็กทั้งหมด) เพราะพ่อแม่ย้ายถิ่นไปทำงานในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่น และทิ้งลูกให้อยู่กับปู่ย่าตายายที่มีการศึกษาไม่เกินชั้นประถม ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้า เสี่ยงถูกทำรุนแรง เรียนไม่ได้ดี และมีปัญหาด้านจิตใจ (คอลัมน์สังคมชุมชน สิ่งแวดล้อม กรุงเทพธุรกิจ 30 มิถุนายน 2557 หน้า 15)

นี่เป็นปัญหาที่ส่งผลเสียหายต่อสังคมไทยในระยะยาว แม้โดยทั่วไป เรามักจะเชื่อกันว่าปู่ย่าตายาย หรือญาติพี่น้องจะรักและเลี้ยงเด็กได้ดีพอสมควร แต่เด็กไม่ได้รับความรัก ความอบอุ่นเหมือนอยู่กับพ่อแม่ พ่อที่ย้ายถิ่นร้อยละ 30 ไม่เคยติดต่อกลับ และร้อยละ 40 ไม่เคยส่งเงินไปช่วย ญาติผู้ใหญ่ที่ต่างจังหวัดมักการศึกษาต่ำและยากจน จึงคงจะดูแลเด็กได้ไม่ดีเท่าที่ควร เด็กยากจน มีปัญหามักออกจากโรงเรียนกลางคันมาก ปัญหานี้จะมีผลต่อคุณภาพคนในระยะยาว ยิ่งเด็กที่ไม่ได้รับการปฏิบัติไม่ดี ถูกใช้ความรุนแรง จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต หรือแม้แต่อาชญากรได้ในอนาคต ตอนนี้เมืองไทยก็มีคนโรคจิต โรคประสาทเพิ่มขึ้น และจิตแพทย์ นักจิตวิทยาที่ไม่พออยู่แล้ว

นี่คือปัญหาทางสังคมที่มีต้นทุนผลเสียหายทางสังคมสูง ที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่ได้มอง เพราะคิดแต่ในเรื่องการส่งเสริมจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการค้า และบริการในเมือง เพื่อเพิ่มผลผลิตโดยรวมของประเทศ นักการเมือง ข้าราชการส่วนใหญ่มักจะแก้ปัญหาไปตามสาเหตุที่เห็นเฉพาะหน้าแบบผิวๆ แต่ไม่อาจคิดทั้งระบบได้ว่า เราควรแก้ไขปฏิรูปทั้งระบบเศรษฐกิจการเมือง ที่จะช่วยให้คนในต่างจังหวัดมีงานที่มีรายได้พอเลี้ยงตัวได้ ไม่ต้องย้ายถิ่นกันขนานใหญ่ ซึ่งสร้างปัญหาให้ลูกหลาน รวมทั้งตัวแรงงานย้ายถิ่นเอง

เกษตรกรที่ฉลาดหน่อย ที่เปลี่ยนแปลงจากการทำเกษตรแบบใช้สารเคมีเป็นเกษตรแบบอินทรีย์หรือไร้สารเคมี พวกเขาไม่ได้เพียงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสุขภาพอนามัย ด้วยการลดต้นทุนการผลิต ลดการเป็นหนี้สิน ลดการป่วยไข้ เพราะการฉีดสารเคมีลงและสามารถทำงานเกษตรแบบผสมผสานได้ตลอดปี มีผลผลิตพอกินและมีรายได้พอเพียงเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่พวกเขาได้กลับคืนมาคือ ความสุขจากชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นเพิ่มขึ้น ไม่ต้องย้ายถิ่น ไม่ว่าจะถาวรหรือชั่วคราว ได้ดูแลลูกหลานใกล้ชิด เด็กได้รับความรัก ความอบอุ่น ไม่มีปัญหา ไม่เกเร ได้ฝึกฝนการช่วยพ่อแม่ทำงาน ซึ่งเป็นประโยชน์มากด้วย

ประเด็นหลังนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ถ้าจะมองเฉพาะทางเศรษฐศาสตร์ พวกเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์ก็ทำการผลิตอาหารที่ปลอดสาร ที่มีคุณภาพเป็นสิ่งที่ต้องการ และขายได้ราคาสูงขึ้นด้วย ต้นทุนก็ต่ำ ขายได้ราคาสูง มีงานทำตลอดปี

เราสามารถส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ให้แพร่หลายทั่วประเทศ ได้ ตลาดทั้งต่างประเทศและในเมืองที่คนมีการศึกษาสนใจเรื่องสุขภาพเพิ่มขึ้น พร้อมจะจ่ายซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์เกษตรแบบใช้สารเคมี ปัญหาที่เป็นอุปสรรคคือ ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมครอบงำทั้งนายทุน ข้าราชการ กระทรวงเกษตร รวมทั้งเกษตรกรคิดแบบง่ายๆ ต้องการทำอะไรเร็วๆ ได้กำไรมากๆ เกษตรกรเองก็ติดอยู่ในวงจรทำเกษตรแบบเคมีที่เป็นหนี้มาก การจะเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทุน ใช้เวลา ใช้แรงงาน ตัวเองต้องทำงานดูแลมากขึ้น เกษตรกรต้องเป็นคนฉลาด เข้าใจปัญหา มองการณ์ไกล รู้จักรวมกลุ่มกัน พวกเขาจึงจะเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ได้สำเร็จ

เรื่องนี้รัฐบาลต้องส่งเสริม ช่วยเหลือเกษตรอย่างจริงจัง รวมทั้งการจำกัดการนำเข้าสารเคมีประเภทร้ายแรง ส่งเสริมให้ปุ๋ยอินทรีย์มีราคาต่ำแข่งกับปุ๋ยเคมีได้เพิ่มขึ้น มีกองทุนเพื่อช่วยให้คนที่ต้องการเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช่แค่สนใจพอเป็นโครงการไม้ประดับไว้ออกงานเท่านั้น