อียูเป็นตลาดที่มีศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยไม่จำกัดเพียงการส่งออกหรือนำเข้าสินค้าเท่านั้น
แต่ในฐานะแหล่งลงทุนเพื่อเป้าหมายการเปิดตลาดหรือการร่วมทุนกับผู้ประกอบการในยุโรป เพื่อเป็นฐานการผลิตและช่องทางกระจายสินค้าในตลาดขนาดใหญ่ที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง โดยอาศัยการเป็นตลาดร่วมของอียูในการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีทั่วยุโรป
การเป็นตลาดร่วมของอียู ทำให้บริษัทที่ลงทุนในประเทศสมาชิกอียูประเทศใดก็สามารถเข้าตลาดของประเทศสมาชิกอียูอื่นได้ ตัวอย่างธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จจากการเข้าไปลงทุนในอียู คือ ธุรกิจสินค้าอาหารแปรรูปของ บริษัท ส.ขอนแก่น ซึ่งได้เข้าไปตั้งฐานการผลิตในประเทศโปแลนด์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 เพื่อลดขั้นตอนการส่งออกสินค้า และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ไปยังอียู และเพิ่มขีดความสามารถในการกระจายสินค้าในตลาดอียู
อียูมีความโดดเด่นในเรื่องนวัตกรรม มีโครงการวิจัยและผลผลิตทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science & Technology - S&T) ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงมีแผนยุทธศาสตร์เพื่อการส่งเสริม S&T ออกมาเป็นระยะ ไม่นานมานี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดสรรงบประมาณ 7.7 หมื่นล้านยูโรเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมภายใต้โครงการ Horizon 2020 และมีกรอบการดำเนินงาน 3 ประการคือ 1) พัฒนาความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ 2) พัฒนาความเป็นเลิศทางอุตสาหกรรม และ 3) การรับมือความท้าทายทางสังคม ทั้งนี้ อียูเชื่อว่าการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม คือกลไกสำคัญเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาเศรษฐกิจของอียูให้ก้าวไกลและยั่งยืน
นวัตกรรม สามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างไร? นวัตกรรมนำพาให้ธุรกิจตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดและความต้องการของผู้บริโภค โดยนวัตกรรมไม่ได้หมายถึงการพัฒนาหรือก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเสมอไป แต่ยังหมายถึงการวิเคราะห์ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาองค์ความรู้หรือเทคนิคใหม่ๆ เพื่อลดหรือขจัดข้อจำกัดนั้นๆ
ที่ผ่านมาภาคเอกชนไทยกำลังประสบปัญหาทั้งจากระดับบนและล่าง เสียเปรียบในเรื่องต้นทุนแรงงานกับประเทศกำลังพัฒนาที่มีค่าแรงต่ำ เช่น กัมพูชา จีน อินเดีย และเวียดนาม ในขณะเดียวกันก็ยังไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่เงินทุนเป็นปัจจัยหลัก (Capital Intensive) เช่น ประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้น ทางเลือกสำคัญประการหนึ่งของผู้ประกอบการไทยคือ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
การผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรมต้องอาศัยเครื่องจักร เครื่องกล และนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งมีความสำคัญในการรองรับการขยายตัวทางการค้าให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เราอาจจะเคยได้ยินบ่อยๆ ว่าบริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุนหรือควบรวมกิจการในไทย นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเพื่อช่วยพัฒนาระบบการผลิตในโรงงาน การขนส่ง และกระจายสินค้า ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการไทยก็สามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมของอียู ด้วยการเข้าไปลงทุนหรือร่วมทุนกับผู้ประกอบการอียู มุ่งเน้นการเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจ และถ่ายทอดกลับมาให้กับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะ SMEs
เมื่อไม่นานมานี้ ทีมงานไทยยุโรป.เน็ต ได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-To-Eat meal) ของบริษัท Tops Food NV ที่ประเทศเบลเยียม ซึ่งบริษัท CPF ของประเทศไทยได้เข้าไปถือหุ้นร้อยละ 80 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัท Tops Food NV เป็นบริษัทแรกที่ริเริ่มนวัตกรรมในการถนอมอาหารให้มีอายุยาวนานขึ้น (Shelf life) โดยใช้ความร้อนจากคลื่นไมโครเวฟพร้อมเทคนิคการบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ส่งผลให้สามารถเก็บรักษาอาหารในอุณหภูมิห้องได้นานถึง 12 เดือน นอกจากนี้ บริษัทยังเน้นการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติในการทำงาน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในสายการผลิต ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากมนุษย์ และที่สำคัญคือ ควบคุมมาตรฐานสินค้าทุกชิ้นให้เหมือนกัน
นวัตกรรมและเทคโนโลยีของบริษัท Tops Food NV และบริษัท CPF ช่วยสนับสนุนให้สินค้าแบรนด์เนมด้านอาหารของไทยสามารถวางขายทั่วทั้งยุโรป และที่สำคัญกว่านั้นบริษัท CPF มีแผนจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดังกล่าว กลับไปถ่ายทอดให้กับโรงงานและฐานการผลิตของบริษัท CPF ในประเทศไทยและประเทศจีนด้วย
การถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยี ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญในการออกไปลงทุนหรือร่วมทุนในต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้เข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว ยังเป็นการเปิดวิสัยทัศน์และองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของตน อย่างเช่น กรณีของบริษัท Tops Food NV ซึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึง การใช้โอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากการร่วมทุนกับประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งนักธุรกิจไทยสามารถใช้ประโยชน์ข้อนี้ มาเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่เพียงเท่านั้น การลงทุนหรือร่วมทุนในต่างประเทศยังส่งผลต่อความร่วมมือทางการค้าและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศด้วย
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน เพื่อหวังที่จะเป็นผู้รับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เสมอไป ผู้ประกอบการไทยเองสามารถไปลงทุนหรือร่วมทุนในประเทศที่มีความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถนำกลับมาใช้กับฐานการผลิตในประเทศไทย และต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเป็นฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียน ห่วงโซ่อุปทานซึ่งขยายกว้างจากอาเซียนไปยังอียู บนพื้นฐานของความแข็งแกร่งของห่วงโซ่การผลิต คือปัจจัยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความสำเร็จของธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน








