วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยาสูบ ใครได้ใครเสีย ?

จากข่าวเมื่อเร็วๆ นี้เรื่องป้ายประกาศที่สนามบินสุวรรณภูมิที่แจ้งให้ผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

ทราบว่าสามารถนำสินค้าใดเข้ามาได้จำนวนเท่าใดโดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งรวมถึงบุหรี่ที่ให้นำเข้าได้ 200 มวนโดยไม่ต้องเสียภาษีนั้นนับเป็นข่าวที่น่าสนใจมากข่าวหนึ่ง

ปัจจุบันทุกๆ 6 วินาทีจะมีผู้คนทั่วโลกเสียชีวิตอันเนื่องมาจากบุหรี่จากข้อมูลปี 2555 องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าหากมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จะมีผู้สูบลดลง 49 ล้านคนภายใน 3 ปี และในที่สุดจะลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ถึง 11 ล้านคนในวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคมปีนี้จึงเสนอประเด็น Raise tobacco tax, lower death and disease ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้นำมารณรงค์ในเรื่องนี้ว่า บุหรี่ : ภาษียิ่งเพิ่ม คนตายยิ่งลด

นอกจากองค์การอนามัยโลกแล้วธนาคารโลกก็มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่สนับสนุนการดำเนินการใดๆ ที่ก่อให้เกิดการแพร่ภัยบุหรี่มานานแล้ว และจัดทำรายงานสำคัญที่มีการแปลเป็นภาษาไทยว่า “หยุดการแพร่ภัยบุหรี่ สิ่งที่รัฐต้องทำและผลได้ผลเสียทางเศรษฐกิจของการควบคุมยาสูบ”

องค์การอนามัยโลกได้จัดทำกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (WHO Framework Convention on Tobacco Control) หรือที่รู้จักเรียกกันว่า “กฎหมายบุหรี่โลก” เพื่อคุ้มครองประชาชนให้พ้นจากพิษภัยของยาสูบและสกัดกั้นมิให้ยาสูบแพร่กระจายไปทั่วโลก กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2548 เป็นกฎหมายที่ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วและกว้างขวางที่สุดกฎหมายหนึ่งปัจจุบันมีประเทศต่างๆ ให้สัตยาบันแล้วถึง 178 ประเทศ (ข้อมูล ณ 21 กรกฎาคม 2557)

การขึ้นภาษียาสูบเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพและมีต้นทุนต่ำสุดเมื่อเทียบกับผลได้มาตรา 6 ของกฎหมายบุหรี่โลกจึงสนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อลดการบริโภคยาสูบ มาตรานี้ยังระบุห้ามหรือจำกัดการจำหน่ายและ/หรือการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบปลอดภาษีด้วย

ประเทศไทยมีแผนควบคุมยาสูบที่จัดทำโดยยึดหลักและยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก แผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติฉบับแรก พ.ศ. 2555 - 2557 มี 8 ยุทธศาสตร์ในจำนวนนี้จะเกี่ยวข้องกับมาตรการทางภาษีอยู่ 3 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างเสริมความเข้มแข็งและพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินงานควบคุมยาสูบของประเทศยุทธศาสตร์ที่ 6 การควบคุมการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมาย และยุทธศาสตร์ที่ 7 การแก้ปัญหาการควบคุมยาสูบโดยใช้มาตรการทางภาษี

การใช้มาตรการทางภาษีเป็นเรื่องเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร เมื่อพิจารณาแผนยุทธศาสตร์ฯ ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในปีนี้ปรากฏว่าหลายกิจกรรมยังไม่ได้ดำเนินการที่สำคัญหนึ่งในนั้นก็คือ การผลักดันมิให้ยาสูบเป็นสินค้าปลอดภาษีตามที่กฎหมายบุหรี่โลกกำหนด

กรมศุลกากรอธิบายว่าเขตปลอดอากร หมายถึง เขตพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ กรณีของยาสูบ เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสิ่งเสพติดที่คร่าชีวิตมนุษย์และก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามีบุหรี่ปลอดภาษีเล็ดลอดออกมาเป็นบุหรี่ผิดกฎหมายด้วย ยาสูบจึงสมควรเป็นสินค้าปลอดภาษีอยู่หรือ

จากการศึกษาของนายแพทย์หทัย ชิตานนท์ พบว่าปัจจุบันมีการยกเลิกการยกเว้นภาษีนี้ในหลายประเทศ เช่น ยกเลิกการจำหน่ายบุหรี่ปลอดภาษีให้แก่ผู้เดินทางภายในสหภาพยุโรปการห้ามจำหน่ายบุหรี่ปลอดภาษีในเนปาลโรมาเนีย และปาเลา ส่วนประเทศที่ห้ามการนำเข้าบุหรี่ปลอดภาษี ได้แก่ บาร์บาดอส สิงคโปร์ และศรีลังกา ขณะที่หลายประเทศลดจำนวนการนำเข้า เช่น ฮ่องกงให้นำเข้าได้ 19 มวน บัลแกเรีย กรีซ ฮังการี ลิทัวเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย และสโลวาเกีย ให้นำเข้าได้ 40 มวน ออสเตรเลีย 50 มวน และนิวซีแลนด์ก็ปรับลดลงเหลือ 50 มวนแล้ว โดยจะมีผลตั้งแต่พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป

การอนุญาตให้จำหน่ายและนำเข้าบุหรี่ปลอดภาษีนั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ก็คือบริษัทบุหรี่ข้ามชาติและผู้จำหน่าย รัฐบาลนอกจากจะเสียประโยชน์จากภาษีที่ควรได้แล้วยังเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยโรคอันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นด้วย ส่วนประชาชนก็เสียสุขภาพ เสียรายได้เมื่อขาดงานและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเมื่อเกิดเจ็บป่วย หลายประเทศจึงพิจารณายกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านี้

มาตรการทางภาษีนอกจากเกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังแล้วยังเกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 7 กำหนดให้ยาสูบเป็นสินค้านอกรายการของข้อตกลงการค้าเสรีสำหรับการเจรจาที่อยู่ระหว่างการจัดทำ เนื่องจากยาสูบเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตดังนั้นจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะรวมอยู่ในรายการสินค้าที่จะยกเว้นภาษี

ในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจว่าเราได้เข้าสู่การเจรจาตามที่สหรัฐฯ ได้เชิญในเวทีทีพีพี (ข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแปซิฟิก) ด้วย เมื่อกล่าวถึงเวทีนี้เมื่อไม่นานมานี้สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทยร่วมกับ สสส. และ ศจย. เพิ่งจัดแถลงข่าว “เตือนมะกันอย่าชวนไทยเข้า TPP เพราะย่ำยีศักดิ์ศรีและอธิปไตยยาสูบของชาติ” การเจรจาการค้าระหว่างประเทศต้องพิจารณาถึงผลได้ผลเสียโดยรวม เมื่อยาสูบเป็นสินค้าที่ฆ่าคนได้การจะ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ได้จะต้องไม่รวมสินค้านี้ในข้อตกลง

การอนุญาตให้จำหน่ายและนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบปลอดภาษีและการให้ยาสูบอยู่ในข้อตกลงการค้าเสรีล้วนเป็นการสนับสนุนการบริโภคยาสูบซึ่งสวนทางกับนโยบายขององค์การอนามัยโลกและธนาคารโลกกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ควรพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติและกฎหมายบุหรี่โลกที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันด้วยเพื่อเป็นการคืนความสุขให้คนในชาติอย่างแท้จริง

----------------------------------------------------------

เกี่ยวกับผู้เขียน

การศึกษา: Ph.D. (Economics), University of Hawaii (โดยทุน East West Center)

อดีต :

- เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ สำนักงบประมาณ

- อนุกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ. 2555 - 2557

ปัจจุบัน :

- อาจารย์ประจำสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

- กรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่สอง พ.ศ. 2558 -2562