ฮือฮาไม่เลิกสำหรับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอกเลย ยังคงเป็นหนังยาวอีกหลายตอน
เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่สะสมกันมายาวนาน ที่สำคัญดูเหมือนเป็นองค์ที่สร้างทายาทกันไว้อย่างเหนียวแน่น ประเด็นตรงนี้ไม่ต้องสาธยายอะไรมาก ไม่เฉพาะแต่ผู้คนในองค์กรแห่งนี้ แม้แต่บุคคลภายนอกวันนี้เริ่มมองเห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร
การลงทุนและขยายกิจการในต่างประเทศของปตท. ช่วงที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่าจะล้มเหลว หรือไม่ก่อประโยชน์ใดๆ การลงทุนที่สร้างผลกำไร เป็นกอบ เป็นกำ ก็มีอยู่ไม่น้อย การลงทุนที่ไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่น้อยเช่นกัน ทว่าการลงทุนที่ไม่ประสบความสำเร็จ หากเกิดจากปัจจัยเสี่ยง ที่ควบคุมไม่ได้ถือเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ
แต่หากการลงทุนล้มเหลว จากการสมคบคิดในการกระทำจากการสั่งการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตรงนี้ปตท.จะทำอย่างไร? หากเกิดความเสียหายขึ้น จนทำให้บริษัทแม่อย่างปตท.ต้องสูญเสียเงินทองจำนวนมากๆ อย่างนี้ควรทำอย่างไร? จริงๆ ประเด็นนี้ก็มีให้เห็นอยู่
ตัวอย่างง่ายๆ การลงทุนในธุรกิจปลูกปาล์มและผลิตน้ำมันปาล์มดิบในประเทศอินโดนีเซีย ดำเนินการโดยบริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTTGE) เป็นบริษัทตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 ไปจดทะเบียนในสิงคโปร์ บริษัทนี้ ปตท.ถือหุ้น 100% หวังที่จะเป็นตัวแทนการลงทุนโครงการพัฒนาธุรกิจปาล์มและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย ด้วยการเข้าซื้อกิจการบริษัท PT. Mitra Aneka Rezeki (PT.MAR) ในอินโดนีเซีย จากผู้ถือหุ้นเดิมในสัดส่วน 95% และเข้าซื้อกิจการของบริษัท PT. Az.Zhara ในอินโดนีเซีย จากผู้ถือหุ้นเดิมของ PT. Az.Zhara สัดส่วน 95%
การลงทุนปลูกปาล์มในอินโดนีเซียของ PTTGE ไม่ธรรมดา มีสร้างความฮือฮาให้กับฝ่ายบริหารและบอร์ดปตท.พอสมควร เมื่อรู้ว่าการลงทุนไม่เป็นไปตามมติบอร์ดที่อนุมัติให้
ฉะนั้น 2 ประเด็นใหญ่ ที่จะต้องสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น นั่นคือ การจัดซื้อที่ดินปลูกปาล์ม 5 โครงการ อาทิ Az Zhara , MAR (Pontianak) ,SHS ,KPI และ PT FBP การจัดซื้อเป็นปัญหามากพอสมควร ทั้งราคา ค่านายหน้า ที่ดินที่ใช้งานไม่ได้บางส่วน ใช้เงินไปกี่ร้อยล้านเหรียญ กับการซื้อที่ดิน ใช้เงินไปอีกเท่าไหร่กับการบริหารจัดการโครงการนี้ ประเด็นนี้น่าสนใจยิ่ง
ถามว่าถ้าการลงทุนปลูกปาล์มในอินโดนีเซีย ไม่พบความผิดปกติอะไรขึ้น แล้วทำไมวันก่อนทั้ง ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานบอร์ดปตท. กับ ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ปตท. ต้องออกมาบอกตรงกันว่าเรื่องนี้อยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปิยสวัสดิ์ บอกด้วยซ้ำส่งไปตั้งแต่ปี 2556 ถามว่าถ้าเรื่องนี้ปกติดีแล้วจะส่งไปทำไม
ป.ป.ช.เป็นองค์กรที่ตรวจสอบเรื่องอะไรคนเขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง แม้ ไพรินทร์ จะไม่ปริปากบอกข้อเท็จจริง อ้างแต่เพียงว่าเรื่องอยู่ที่ป.ป.ช. ถือว่าจบภารกิจแล้วหรือ
อยากจะถามว่าเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ เพียงแค่ส่งเรื่องให้ป.ป.ช.สอบอย่างนั้นหรือ? แล้วประเด็นที่ปตท.อุตส่าห์ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ที่เกี่ยวข้อง ใครๆ ก็รู้กันว่ามีประเด็นนี้เกิดขึ้น เป็นเรื่องการตรวจสอบของปตท.ซึ่งไม่เกี่ยวกับป.ป.ช.แต่อย่างใด
คำถามที่ตามมา อยากรู้ว่าผลการสอบสวนทางวินัยผู้เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ มีผู้กระทำผิดหรือไม่ หากมีผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดความเสียหาย แล้วการลงโทษของปตท.เป็นอย่างไร
จริงๆ แล้ว พอจะเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน มีคนจำนวนมากไม่อยากให้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับปตท.มากนัก แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะรู้และเข้าใจว่าปตท.และบริษัทลูกไปทำธุรกิจที่ไหน ขาดทุนหรือกำไรดู เหมือนจะเป็นเรื่องปกติ แต่ความผิดปกติ การนำเงินจากบริษัทแม่ไปลงทุนแล้ว ได้กระทำตามข้อตกลงจริงหรือไม่ ถ้าทำตามทำไมความเสียหายมันโผล่ขึ้นมาเป็นระลอกๆ เช่นเดียวกับการลงทุนท่อก๊าซในอียิปต์ที่ขอ ตัดด้อยสิทธิ์ ในทางบัญชีไป ความเสียหายนี้ใครรับผิดชอบ
รู้แต่ว่าถึงขั้นต้องแจ้งไว้ในผลประกอบการ ทำนองเสียหายไปแล้วหมื่นกว่าล้านไม่ใช่หรือ?








