รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของ คสช. ได้รับการเผยแพร่ชี้แจงโดยบุคคลสำคัญในคณะรักษาความสงบแห่งชาติอย่างครบถ้วน
ทุกประเด็นที่มีข้อสงสัย เท่ากับว่าวันนี้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 หากจะนับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะต้องรอให้มีสภาปฏิรูปทำข้อเสนอแนะพร้อมกับร่างที่ได้รับการยกร่างจากกรรมาธิการยกร่างมาให้ลงมติกันใน สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่กำลังจะมีการจัดตั้งขึ้น คาดว่าภายในเดือนกรกฎาคมนี้น่าจะได้รายชื่อบุคคลต่างๆ ที่ทาง คสช. ให้ความไว้วางใจ เนื่องจากรายชื่อทั้งหลายมีความพร้อมมาระยะเวลาหนึ่งตามที่ทราบจากการแถลงข่าวของผู้แทน คสช. และด้วยจะมีการผูกพันกับกรอบเวลาในด้านกฎหมายบางประการ จึงเชื่อว่าคงไม่ทอดเวลาออกไปอีก
แต่แนวทางการปฏิรูปประเทศยังคงเดินหน้าเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางสร้างสรรค์ หวังให้ความขัดแย้งในอดีตและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันบรรเทาเบาบางลงให้มากที่สุด ทราบมาว่าทาง คสช. เองได้มีการเชิญบุคคลต่างๆ เข้าให้ข้อมูล ข้อแนะนำ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง และเป็นการวาง “ยุทธศาสตร์ของชาติ” ด้วยความระมัดระวัง มุ่งเน้น “ผลประโยชน์แห่งชาติ” เป็นเป้าหมายสูงสุด
การเข้ามาสู่ตำแหน่งของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ค่อนข้างชัดเจนว่า ตามคุณสมบัติในมาตรา 8 วงเล็บ 1 นั้น ห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อนับระยะเวลาดูก็จะพบว่ากินความไปถึง ครม. บุคคลในรัฐบาลทั้งชุดของ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นพรรคการเมือง “คู่ขัดแย้งโดยตรง” แสดงให้เห็นถึงวัถตุประสงค์ที่เชื่อได้ว่า น่าจะมีความต้องการให้ทั้งสองฝ่ายถอยกลับไปทบทวนพฤติกรรมและการกระทำที่ผ่านมาในอดีตว่า ใคร ได้ทำอะไร อย่างไรไว้บ้าง ก่อนจะมีโอกาสได้เข้าสู่สนามการเมืองอีกครั้งภายหลังการมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในช่วงระยะเวลาการปฏิรูประยะที่สาม เสร็จสมบูรณ์
เวลานี้ จึงเป็นหน้าที่ของ คสช. ร่วมกับ แม่น้ำอีกสามสี่สายที่ท่านศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม และทาง พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ คสช. พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพรช พิชิตชลชัย ได้ร่วมกันแถลงข่าวให้สาธารณชนได้รับรู้ว่า จะมีองคาพยพสำคัญ ได้แก่ คณะรัฐมนตรี สนช. และ สภาปฏิรูป ที่จะต้องร่วมกันผลักดันขับเคลื่อนให้เป็นไปในแนวทางที่ คสช. ได้กำหนดวางเป็นเสมือน “แผนที่เดินทาง” ไว้เรียบร้อย
กฎหมายหลายฉบับที่มีการพิจารณาค้างอยู่ในรัฐสภาก่อนหน้าวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 วันที่ คสช. เข้ามาควบคุมการบริหารราชการของประเทศยังมีเรื่องสำคัญอีกหลายต่อหลายเรื่องรวมๆ เกือบหนึ่งร้อยฉบับ ซึ่งมีส่วนทั้งที่เป็นเรื่องเชิงนโยบายและอาจมีกรณีกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของประชาชน เช่น การแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายในส่วนประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติวิธีการทางปกครอง เพื่ออำนวยความสะดวกต่อประชาชนที่จะมีส่วนช่วยเร่งรัดหน่วยงานราชการให้ปฏิบัติตามคำขอของประชาชนได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของรัฐธรรมนูญชั่วคราวในวันนี้ เปรียบได้กับ “ฐานราก หรือ โครงสร้างพื้นฐานในการก่อสร้างตึกรามอาคารบ้านช่อง” เพราะแม่น้ำทุกสายที่มีการกล่าวถึงจะต้องยึดโยงและนำแนวทางที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไปใช้เป็นบรรทัดฐาน การได้มาซึ่ง “สมาชิกสภาปฏิรูป (สปช.)” ในโอกาสต่อจากนี้ไป จะต้องมีความรอบคอบและดำเนินการอย่างระมัดระวังเพื่อให้การสรรหาได้มาซึ่งบุคคลที่เป็น “ตัวแทน” และ สะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างชัดเจน เพราะรัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติที่กระทบโดยตรงต่อสิทธิ เสรีภาพ อำนาจ หน้าที่ต่างๆ ทั้งของประชาชนและบุคคล คณะบุคคล รวมทั้งองค์กรหน่วยงานต่างๆ ที่จะถูกบัญญัติไว้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่มีกรอบระยะเวลาดำเนินการประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี
จึงต้องฝากความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ ไว้กับ บุคคล ทั้งหลายที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตัวแทนปวงชนชาวไทยในภารกิจอันสำคัญยิ่งยวดนี้ ซึ่งองค์ประกอบส่วนใหญ่เท่าที่คาดคะเนได้ น่าจะเป็นบุคลากรในระบบราชการ ที่จะต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งหรืออาจต้องมาปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา ทั้งในส่วน ของ ส.ส. และ ส.ว. พร้อมๆ ไปกับ อีกส่วนที่จะต้องเข้ามาช่วยพัฒนาแก้ไขหรือนำเสนอกฎหมายใหม่ๆ ที่ทุกคนจะต้องท่องคาถาสำคัญไว้ในใจอยู่เสมอว่า “จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรม และ จงรักภักดีต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์” อยู่เหนือสิ่งอื่นใด








