ในทศวรรษที่ 90 ต่อเนื่องคริสต์ศตวรรษใหม่ อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐที่มีชื่อเสียงที่สุดท่านหนึ่ง
ได้กล่าวถึง “ปริศนาแห่งพันธบัตร” (Bond Conundrum) หรือการที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีระยะเวลาไถ่ถอนยาวนั้นยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องก็ตาม
และเพราะละเลยที่จะแก้ปริศนานั้นให้ขาด ทำให้ Fed ดำเนินนโยบายการเงินผิดในช่วงนั้น โดยขึ้นดอกเบี้ยช้าและน้อยเกินไป จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในที่สุด
ผ่านมาเกือบหนึ่งทศวรรษ เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญกับปริศนาใหม่ นั่นคือความจริงที่ว่า เพราะเหตุใดตลาดแรงงานสหรัฐมีทิศทางขยายตัวดีต่อเนื่อง เห็นได้จากอัตราว่างงานที่ลดลง การจ้างงานเพิ่มขึ้น รวมถึงการที่นายจ้างเร่งหาลูกจ้างมากขึ้น แต่เศรษฐกิจสหรัฐกลับขยายตัวได้ต่ำผิดปกติ และดูเหมือนว่าจะยังไม่ฟื้นจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อนอย่างแข็งแกร่งเสียที
เมื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐลึกไปกว่าตัวเลขที่แถลงแล้วนั้น จะพอทราบได้ว่าอาการของการที่ตลาดแรงงานที่ตึงตัวแต่เศรษฐกิจโดยรวมไม่ฟื้นนั้น บ่งชี้ถึงศักยภาพของเศรษฐกิจสหรัฐที่ลดลง เพราะอัตราว่างงานที่ลดลงจนใกล้ระดับก่อนวิกฤติ (ที่ 6.1% ในเดือนพฤษภาคม) แต่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤตินั้น ย่อมหมายความว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังผลิตเต็มศักยภาพ และหากยังคงขยายกำลังการผลิตต่อไป แต่หาแรงงานไม่ได้ ในที่สุดภาคธุรกิจก็จำเป็นต้องขึ้นค่าจ้าง อันจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในระยะต่อไป
นอกจากนั้น ปัญหานี้หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตออย่างรวดเร็ว อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวต่ำในระยะต่อไป โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอาจเหลือเพียง 1.5-2.0% ต่อปี จากที่เคยขยายได้ 3.0-3.5% ต่อปีในช่วงทศวรรษก่อน
ปัญหาศักยภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่ลดลงนั้น หลักๆ เกิดจากปัญหาในฝั่งของแรงงานเป็นหลัก โดยอาจแบ่งออกได้เป็น 4 สาเหตุหลัก คือ
หนึ่ง ปัญหาสังคมสูงวัย (Aging Society) อันเป็นผลจากประชากรที่อยู่ในช่วง Baby Boomer หรือผู้ที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเกษียณอายุไป ทำให้แรงงานหายไปจากตลาดแรงงานจำนวนมาก
สอง จากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐ จากที่เคยพึ่งพิงภาคอสังหาฯ ที่เน้นแรงงานในการก่อสร้าง เป็นการพึ่งพิงธุรกิจสารสนเทศ รวมถึงเทคโนโลยีที่ต้องการแรงงานจำนวนไม่มากนัก แต่พนักงานจะต้องมีความรู้ความสามารถสูง
สาม นโยบายการตรวจคนเข้าเมือง (Immigration) ของสหรัฐที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิลด์เทรด จนทำให้แรงงาน (โดยเฉพาะที่มีฝีมือ) จากต่างประเทศไม่สามารถเดินทางเข้าในสหรัฐ และ
\สี่ นโยบายด้านสังคมของประธานาธิบดีโอบามา ที่เน้นการให้สวัสดิการผู้ว่างงานรวมถึงระบบประกันสุขภาพ (Obamacare) อย่างใจป้ำ จนลดแรงจูงใจแก่ผู้ว่างงานในการหางานใหม่ ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานแต่ไม่ยอมทำงานมีจำนวนมากขึ้น และหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจทำให้ภาคธุรกิจจำต้องขึ้นค่าแรงเพื่อดึงให้แรงงานมาอยู่กับตน จนเกิดภาวะเงินเฟ้อจากค่าจ้างขึ้นได้
นอกจากนั้น หากพิจารณาในฝั่งการลงทุนและเทคโนโลยีในการผลิตใหม่ๆ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ระบบ Cloud Computing ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Big Data จะทำให้การทำงานขององค์กรรุ่นใหม่มีประสิทธิภาพขึ้น แต่ระบบทั้งหมดนี้จะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะทำให้ภาคธุรกิจโดยรวมนำระบบเหล่านี้มาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้แรงกดดันกลับมาอยู่ในฝั่งแรงงานมากขึ้น จนทำให้นายจ้างจำต้องขึ้นค่าแรงเพื่อแย่งแรงงานที่มีศักยภาพ
สำหรับทางการสหรัฐแล้วนั้น แนวทางแก้ปัญหามิให้สถานการณ์เลวร้ายมากไปกว่านี้ คือทางการสหรัฐจะต้องปฏิรูปทั้งนโยบายแรงงาน สนับสนุนให้ภาคธุรกิจลงทุนเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาด้านเทคโนโลยีมากขึ้น
โดยในฝั่งแรงงานนั้น อาจต้องมีการผ่อนปรนระบบการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อให้แรงงานต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงสามารถเข้ามาทำงานในสหรัฐง่ายขึ้น รวมถึงผลักดันให้มีการเลื่อนวัยเกษียณอายุออกไป เพื่อให้ผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพสามารถทำงานได้มากขึ้น นอกจากนั้น การผ่อนคลายกฎหมายให้มีการจ้างงานง่ายขึ้น ก็จะมีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนแรงงานเช่นกัน
ขณะที่ในฝั่งการลงทุน รัฐบาลสหรัฐอาจจำเป็นต้องลดภาษีนิติบุคคล เพื่อจูงใจให้บริษัทที่มีเงินเหลือสามารถนำเงินมาลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตมากขึ้น นอกจากนั้น การคงดอกเบี้ยในระดับต่ำ ก็ยังมีประโยชน์ในฐานะที่ช่วยให้ต้นทุนทางการเงินในการกู้ยืมเพื่อลงทุนอยู่ในระดับต่ำ อันเป็นแรงจูงใจให้บริษัทหันมาลงทุนมากขึ้นเช่นกัน
หากทางการสหรัฐต้องการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจแล้วนั้น เราคงเห็นนโยบายเหล่านี้เป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงต่อไป แต่หากทางการละเลยปริศนาแห่งทศวรรษนี้แล้วนั้น วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหม่ก็อาจเกิดขึ้นได้ไม่นานนัก
--------------------
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่






