วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นิวตัน VS ดาร์วิน

ถ้าดูภูมิหลังหรือประวัติการเรียนและทักษะของนักการเงิน ซึ่งรวมถึงนักลงทุนแนวหน้าของโลกหรือของไทย

มักจะพบว่าจำนวนไม่น้อยมีพื้นฐานการเรียนด้านวิศวกรรม ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ทฤษฎีการเงินต่าง ๆ มากมายต่างก็ใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน จำพวก Calculus ที่ “เด็กวิศวะ” ต้องเรียนมากมาย ดังนั้น ผมจึงสรุปเองว่าคนที่เรียนมาทางด้านวิศวกรรมหรือเก่งทางด้านวิศวกรรมนั้น หากหันมาเรียนและทำงานด้านการเงินก็น่าจะได้เปรียบคนที่เรียนมาทางสายอื่น และน่าจะเป็นเหตุผลทำให้อาชีพการเงินถูก “ครอบงำ” โดยคนมีฐานด้านวิศวกรรม

แต่เรื่องการลงทุนทางปฏิบัตินั้น บางทีมีประเด็นทำให้สงสัยอยู่เหมือนกันว่า คนที่เก่งด้านฟิสิกส์ ซึ่งเป็นฐานของวิศวกรรมที่สำคัญที่สุดนั้น จะสามารถลงทุนได้ดีกว่าคนสายอื่นหรือไม่? เพราะเรื่องที่มีการอ้างถึงกันบ่อยๆ คือ เรื่องที่เซอร์ ไอแซ็ค นิวตัน นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกเคยกล่าวไว้กว่า 300 ปีมาแล้วว่า “ผมสามารถจะคำนวณการเคลื่อนไหวของดวงดาวบนฟากฟ้า แต่ไม่สามารถคาดการณ์ความบ้าคลั่งของคนได้” เมื่อเขาขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นเซ้าท์ซีอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ความพยายามจะเอาชนะการลงทุนยังคงดำเนินต่อไป จากนักการเงินที่ใช้หลักการในแบบของนิวตัน

โดยล่าสุดดูเหมือนจะพยายามซื้อขายหุ้นโดยกลุ่มนักการเงินที่เรียกว่า “Quant” ซึ่งก็คือการใช้ข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ในการสร้างแบบจำลองที่จะทำการซื้อขายหุ้น ผมเองไม่แน่ใจว่าพวกเขาประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ประสบการณ์ของ “Long Term Capital Management (LTCM)” ซึ่งเคยเป็นกองทุนที่บริหาร โดยนักการเงินระดับโนเบลไพร์ซ ที่เน้นการใช้วิชาการแบบของนิวตันนั้น อาจจะบ่งบอกเราว่า หลักการด้านฟิสิกส์นั้น อาจจะเหมาะเฉพาะกับการลงทุนในระยะสั้น ๆ ที่ปัจจัยและภาวะแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในช่วงแรกนั้น LTCF ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง “คาดไม่ถึง” กองทุนก็ล่มสลายลง

นั่นนำมาถึงอีกสิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะสามารถอธิบายทฤษฎีการลงทุนในระยะยาวได้ดีกว่า นั่นคือหลักการพื้นฐานที่ถูกค้นพบโดย Charles Darwin นักชีววิทยาที่มีเสียงมากที่สุดในโลก ทฤษฎีของดาร์วินอย่างที่เรารู้คือ ทฤษฎี“วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต” ซึ่งบอกว่าสิ่งมีชีวิตต่างก็ปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมตลอดเวลา ผู้ที่เหมาะสมนั้นจะรอดและเติบโตต่อไป (Survival of the fittest)

ส่วนผู้ที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะตายหรือค่อยๆ หมดไป การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตมาเป็นล้านๆ ปีนี้เอง ที่นำไปสู่สิ่งมีชีวิตที่สลับซับซ้อนอย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งรวมถึงมนุษย์ที่ประกอบไปด้วยระบบต่าง ๆ ในร่างกายที่ทำงานประสานสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง และกระบวนการหรือระบบต่างๆ เหล่านี้ก็ยังปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เพียงแต่เราไม่สามารถสังเกตได้ในระยะเวลาสั้น ๆ

ทฤษฎีของดาร์วินซึ่งอธิบายเรื่องของสิ่งมีชีวิตนั้น เร็วๆ นี้ก็มีคนนำไปเปรียบเทียบกับระบบของสังคมว่ามันมีส่วนที่คล้ายกันมาก การอธิบายเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ตลาดหุ้น การทำงานของธุรกิจข้ามชาติ ระบบอินเทอร์เน็ตและปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์ต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีคุณลักษณะและพฤติกรรมแบบเดียวกับสิ่งมีชีวิต พูดง่ายๆ ระบบต่างๆ เหล่านั้นจริงๆ แล้ว “มีชีวิต” ในแง่ที่ว่า ระบบที่เหมาะสมก็จะอยู่รอด ระบบที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะตายหรือหายไป เราเรียกว่า “Complex Adaptive System” (CAS) หรือ “ระบบที่ซับซ้อนและปรับตัวตลอดเวลา”

ความหมายของ CAS ก็คือ ระบบอย่างเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นนั้น เป็นระบบใหญ่ (คล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) ที่ประกอบไปด้วย “ผู้เล่น” หรือปัจจัยต่าง ๆ มากมาย (อาจจะคล้าย ๆ กับระบบหายใจ และระบบย่อยอาหาร ต่าง ๆ) ที่ต่างก็มีบทบาทหรือมีอิทธิพลต่อระบบและต่อผู้เล่นอื่น ๆ ผู้เล่นและปัจจัยนั้นมีหลากหลายมากมาย เช่นเดียวกับผลกระทบนั้นก็มีหลากหลาย

นอกจากนั้น เวลาที่ผู้เล่นหนึ่งเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบไปยังคนอื่น คนอื่นก็เปลี่ยนแปลงและสุดท้ายก็ส่งผลกลับไปยังผู้เล่นคนแรก และนี่จึงทำให้มันมีความซับซ้อนจนยากที่จะบอกว่าอะไรคือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบเกิดขึ้น รู้แต่เพียงว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเพื่อสะท้อนหรือปรับให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ระบบอยู่รอดและทำงานต่อไป

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่ใช่เส้นตรงและระบบนั้นไม่เสถียร และจำเป็นต้องมีพลังงานที่ต้องป้อนเข้ามาตลอดเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ นอกจากนั้น ระบบ CAS นั้นมี “ประวัติศาสตร์” คือมี “วิวัฒนาการ” คล้ายกับสิ่งมีชีวิตจริงๆ ข้อสรุปย่อที่สุดคือ ระบบ CAS เป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ หรือ Dynamic ปัจจัยต่างๆ หรือผู้เล่นต่างๆ ในระบบเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผลกระทบเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และมีผลย้อนกลับด้วย

ดังนั้น การคาดการณ์ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งแล้ว จะส่งผลต่อระบบหรือปัจจัยหรือผู้เล่นอื่นอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากหรือแทบจะทำไม่ได้เลย ยกตัวอย่างง่ายๆ อาจเป็นว่า การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางขึ้นมา 1 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์? คำตอบถูกต้องคือบอกไม่ได้! ระบบการปรับตัวที่ซับซ้อนหรือ CAS ไม่ได้ทำงานเหมือนกับการคำนวณว่าถ้าจะไปดวงจันทร์ต้องยิงจรวดในทิศทางไหนและใช้เชื้อเพลิงเท่าไร

กลับมาดูการลงทุนในตลาดหุ้นว่าควรเป็นอย่างไร? ส่วนตัวผมคิดว่าตลาดหุ้นและการลงทุนนั้นเป็น CAS และมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอด เมื่อคิดย้อนหลัง ผมเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของนักลงทุน กลุ่มหุ้นที่เคยเป็นหุ้นยอดนิยมในตลาด กลุ่มหุ้นที่เจริญรุ่งเรืองในแต่ละยุค การควบคุมบริษัทจดทะเบียน การเติบโตของ VI ในตลาดหุ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้คิดต่อไปว่าอนาคตคงจะเปลี่ยนแปลงไปอีก

สิ่งที่เห็นในวันนี้ไม่ว่าในด้านไหนหรือผู้เล่นไหนน่าจะต้องเปลี่ยนแปลงไป แม้แต่สภาวะแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของไทย ที่มีผลต่อตลาดหุ้นก็เปลี่ยนแปลงไป บางทีอาจจะรุนแรง “ไม่เป็นเส้นตรง” สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น เราต้องพร้อมที่จะปรับตัวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “Survival of the fittest” หรือคนที่เหมาะสมที่สุดก็จะอยู่รอดและเฟื่องฟู

ประเด็นสำคัญคือ นักลงทุนช่วงนี้-ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา พวกเราคือคนที่ “เหมาะสมที่สุด” โดยเฉพาะ “VI” จำนวนมากที่ร่ำรวยขึ้นมามากอย่าง “ไม่น่าเชื่อ” เหตุเพราะระบบที่เป็น CAS นั้นจะปรับตัวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางทีเร็วมาก ความเหมาะสมในวันนี้อาจกลายเป็นความไม่เหมาะสมในวันข้างหน้าได้ และถ้าคิดว่าสิ่งที่เราเป็นเราทำนั้นดีและเหมาะสมที่สุดแล้ว เราอาจจะกลายเป็นคนที่ล้าสมัยได้เมื่อสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประวัติศาสตร์ของบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ประวัติของผลงานการลงทุนที่ยิ่งใหญ่นั้น ไม่ได้รับประกันว่ามันจะคงอยู่ได้ตลอดไป และประวัติศาสตร์บอกว่า การรักษามันเป็นสิ่งที่ยากมาก