วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

หลังจากที่ประเทศไทยต้องผ่านสถานการณ์วุ่นวายมากว่าครึ่งปี ส่งผลให้เกิดการชะงักของเศรษฐกิจในประเทศ

และเมื่อ คสช. ได้เข้าทำหน้าที่ผ่าตัดเนื้อร้าย เพื่อจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ของประเทศให้ก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อคืนความสุขให้ประเทศไทย

การดำเนินการมาตรการต่างๆ ที่ คสช. ต้องเร่งแก้ไขนับเป็นภาระหนักหน่วงและไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน นับเป็นความท้าทายของคสช.ซึ่งประเด็นนี้ ผู้เขียนเห็นว่า หากเรามีความเชื่อที่ว่า “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” ทั้งในแง่ การรับผลจากการพัฒนาและการเป็นผู้สร้างหรือทำให้เกิดขึ้นของการพัฒนา ด้วยเหตุดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอันดับต้นๆ นั่นก็คือ การเร่งสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ต้องอาศัยเวลาและการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถกระทำได้ทั้งโดยการจัดการในระบบการศึกษาอันถือเป็นการเรียนรู้อย่างเป็นทางการและการศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ โดยอาจเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองในชีวิตประจำวัน จากประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ควรเริ่มจากทุกคน โดยอาศัยหน่วยงานของรัฐ เป็นผู้ให้การสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนทุกคน มีนิสัยใฝ่เรียนใฝ่รู้ รักการอ่าน รักการศึกษาค้นคว้า ดังเช่นรัฐบาล สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการพัฒนาตนอย่างรวดเร็ว ได้ประกาศตัวเองว่าเป็น “นครแห่งการเรียนรู้ (Learning Metropolis)” ภายใต้ความเชื่อที่ว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เท่านั้น ที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาประเทศแข่งกับประเทศอื่นๆ ในโลกได้ ซึ่งสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ ในภูมิภาคเอเชีย ได้ชื่อว่ามีการพัฒนาแซงหน้าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ด้วยนโยบายที่ถูกต้องในการพัฒนาคุณภาพประชากรของรัฐบาลสิงคโปร์ นั่นเอง

ขณะที่ไทย กลับพบว่า การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีการกล่าวถึงมาหลายปีแล้ว แต่ในทางปฏิบัติดูจะยังไม่ไปถึงไหน โดยหนึ่งในดัชนีชี้วัดว่าเรายังห่างไกลกับการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้คือสามารถสะท้อนได้จากข้อมูลเกี่ยวกับการอ่านของคนไทย ซึ่งถือเป็นเครื่องมือขั้นพื้นฐานที่ช่วยในการเข้าถึงความรู้ทั้งในและนอกระบบการศึกษา

ตัวเลขที่สะท้อนถึงความไม่กระหายใคร่รู้จากการอ่านของประชากรไทย ที่นับเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐควรต้องเร่งดำเนินการปรับแก้ คือ ตัวเลขการเป็นคนอ่านน้อย และอ่านไม่นานของประชาชนจากข้อมูลของสำนักงานสถิติและสังคมแห่งชาติ ที่แสดงไว้ในปี พ.ศ. 2546 ที่พบว่า ประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป จำนวน 57.8 ล้านคน เป็นผู้อ่านหนังสือเพียง 35.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 61.2 และ ผู้ไม่อ่านหนังสือ 22.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 38.8 ทั้งนี้ เหตุผลของคนที่ไม่อ่านหนังสือ เพราะชอบฟังวิทยุหรือดูทีวีมากกว่า (ร้อยละ 57.4) และ ไม่ชอบอ่านหรือไม่สนใจอ่าน ร้อยละ 45.5 ขณะที่ตัวเลขที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มเด็กอายุ 10 - 14 ปี ไม่อ่านหนังสือด้วยเหตุผลว่า ไม่ชอบอ่านหรือไม่สนใจมากถึงร้อยละ 60.9

ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อมูลเปรียบเทียบประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชากรที่อ่านหนังสือจะมีอัตราส่วนสูงกว่าร้อยละ 80 - 90 ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ย่อมเป็นสัญญาณอันตรายต่อคุณภาพประชากรไทยและย่อมส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โอกาสนี้ ผู้เขียนเห็นว่า ยังมีอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่รัฐต้องเร่งอัดฉีดและหามาตรการส่งเสริมอย่างจริงจังและเร่งด่วน ในการปลุกเร้าความสนใจของคนในชาติให้เป็นผู้ที่กระหายใคร่รู้ โดยเฉพาะการกระหายที่จะแสวงหาความรู้จากการอ่าน ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพประชากรในประเทศอย่างถูกต้อง และยั่งยืน ด้วยภาระต้นทุนที่ถือว่าต่ำที่สุดกว่าการลงทุนด้วยมาตรการอื่นๆ ดังนี้

1. กำหนดมาตรการให้การอ่านหนังสือเป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมกว่าที่เป็นอยู่ โดยดำเนินการผ่านสถานศึกษาและภาคเอกชน โดยมีการวัดผลเป็นระยะ ด้วยตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทั้งนี้ วาระแห่งชาติเรื่องการอ่าน หากประกาศไปลอยๆ อย่างที่เป็นอยู่โดยปราศจากมาตรการดำเนินการและวัดผลที่ชัดเจนและต่อเนื่อง จะไม่สามารถสัมฤทธิผลอย่างเป็นรูปธรรมได้

2. รัฐให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังสืออย่างจริงจัง ตั้งแต่ การลดภาษีอุปกรณ์และวัสดุที่เกี่ยวข้องในการผลิตหนังสือทั้งหมด หรืออาจใช้วิธีการขอคืนภาษีที่รวมในต้นทุนการผลิตหนังสือในภายหลัง รวมทั้งการส่งเสริมให้มีการจัดซื้อหนังสือของทุกสำนักพิมพ์เพื่อกระจายเข้าห้องสมุดทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้สำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือมีจำนวนการผลิตต่อครั้งสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตต่อเล่มต่ำลง ราคาหนังสือต่อเล่มก็จะถูกลง โอกาสการเข้าถึงหนังสือที่มีราคาขายปลีกไม่สูงเกินไปก็จะมากขึ้น การตัดสินใจซื้อหนังสือของประชาชนก็จะง่ายขึ้น ท้ายที่สุด ประชาชนก็จะมีโอกาสอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น ปัญญาก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

3. กระจายห้องสมุดให้ทั่วถึงและทำให้ประชาชนมีโอกาสใช้บริการห้องสมุดที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งในหน่วยงานของรัฐและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยใช้มาตรการที่เรียกว่า library without wall คือ การเปิดให้บริการห้องสมุดทุกแห่งโดยปราศจากเงื่อนไข เพียงประชาชนมีบัตรประชาชน ก็สามารถเข้าใช้บริการห้องสมุดทั่วประเทศได้ตลอดเวลา กรณีนี้ หากสถานศึกษาเห็นว่า เป็นภาระด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของสถาบันการศึกษา รัฐฯ อาจช่วยสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม สำหรับสถานศึกษาที่สามารถนำเสนอข้อมูลการใช้บริการที่เพิ่มขึ้นจากบุคคลภายนอก เพื่อยืนยันว่า สถาบันการศึกษานั้นๆ มีส่วนสำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้อ่านที่เป็นบุคคลภายนอกเพิ่มขึ้นได้ นับเป็นนิมิตหมายที่ดีของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งโดยเฉพาะโรงเรียนในกรุงเทพฯ เปิดให้บริการห้องสมุดนอกเวลาราชการทั้งเสาร์ อาทิตย์ และหลังเลิกเรียน (โครงการห้องสมุดยามเย็น) ซึ่งจะทำให้ทั้งเด็กนักเรียนที่มีเวลาว่างระหว่างรอผู้ปกครองมารับจะสามารถเข้าใช้บริการในเวลาหลังเลิกเรียนได้ รวมทั้งในวันหยุด ประชาชนที่อาศัยใกล้สถานศึกษาจะสามารถใช้บริการได้

ในเวลาเดียวกัน รัฐยังควรจัดให้มีการเปิดห้องสมุดในห้างสรรพสินค้า ซึ่งถือเป็นแหล่งที่ประชาชนจำนวนมากมักใช้เวลาว่าง โดยเฉพาะในวันหยุด เพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าและพักผ่อน ดังเช่นที่รัฐบาลสิงคโปร์ ซึ่งมีนโยบายนำห้องสมุดเข้าห้าง ก็ประสบความสำเร็จในการผลักดันการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติได้

4. กำหนดมาตรการทางภาษีที่สนับสนุนอุตสาหกรรมหนังสือและสนับสนุนการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อหนังสืออ่านสำหรับตนเอง และการบริจาค (บุคคลธรรมดา) สามารถนำเงินที่จ่ายไปมาหักลดหย่อนภาษีได้สองเท่า โดยใบเสร็จต้องระบุชื่อผู้จ่ายเงินตามความเป็นจริง

5. สนับสนุนงบประมาณเพื่อส่งเสริมให้มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการอ่านให้กระจายไปทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การจัดกิจกรรมมหกรรมการอ่าน การจัดกิจกรรมห้องสมุดมีชีวิต

เป็นต้น

6. เชิญชวนหน่วยงานเอกชน ให้จัดให้มีบริการห้องสมุดในที่ทำงาน โดยเพิ่มมาตรการจูงใจต่างๆ เช่น การให้สิทธิในการหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายได้สองเท่ากรณีหน่วยงานจัดให้มีบริการหนังสือในห้องสมุด หรือการประกาศยกย่องหน่วยงานว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคมที่ดี

เหล่านี้ คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่ไปกับการเพิ่มอำนาจการซื้อของประชาชนในมาตรการอื่นๆ มิฉะนั้น เม็ดเงินมหาศาลที่กำลังพยายามใช้ลงไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจในประเทศอยู่ ณ ขณะนี้ จะปลาสนาการไปในพริบตา โดยคุณภาพของประชากรโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตขึ้นมาเพื่อรับภาระชดใช้หนี้สินที่เกิดขึ้นจากโครงการอัดฉีดทั้งในอดีตและปัจจุบัน จะไม่สามารถสร้างรายได้ในอนาคตได้มากพอ ซึ่งคงไม่มีผู้ใหญ่คนใดในวันนี้อยากให้ลูกหลานเราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างยั่งยืนอันเป็นผลจากการวางรากฐานของเราในวันนี้