วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสริมภาพลักษณ์รัฐบาลใหม่ ช่วงคสช.เปลี่ยนผ่านสู่มืออาชีพ

มีข่าวแว่วว่าคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

อาจจะออกมาพูดคุยกับประชาชน เรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้า หลังจากที่มีข่าวก่อนหน้าหนึ่งวันมีเรื่องการปรับเปลี่ยนนโยบายภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จะมีการปรับลดลงในวันที่ 1 ต.ค.2557 เหลือ 6.3% ทำให้เกิดความสับสน เพราะความเป็นจริงก็คือ จะไม่มีการปรับลด VAT เนื่องจากอัตราปัจจุบันที่ 7% นั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยส่วนแรกเป็น VAT 6.3% ส่วนที่สองอีก 0.7% เป็นอัตราที่เก็บภาษีให้ท้องถิ่น แต่ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่จะมีการปรับ VAT ขึ้นเป็น 9% และอีก 1% เก็บเป็นภาษีท้องถิ่นรวมเป็น 10% โดยจะมีผลในวันที่ 1 ต.ค.2558 คืออีกหนึ่งปีเศษนับจากนี้ ทำให้เกิดเป็นคำถามว่า VAT ซึ่งก็คือภาษีที่เก็บจากผู้บริโภคเวลาซื้อสินค้านั้น ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น จนกระทบถึงฐานะครองชีพของประชาชนผู้ที่มีรายได้น้อยหรือไม่

ถึงแม้ว่าจะมีเหตุผลความจำเป็นที่กระทรวงการคลังอ้างเสมอมาว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งขยายฐานภาษี เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้เพียงพอกับรายจ่ายงบประมาณในแต่ละปี ที่ถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ แทนที่จะหันไปใช้งบประมาณขาดดุลจนต้องกู้เงินเป็นการสร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ในรอบสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนในรอบสิบปีมานี้จะสามารถเพิ่มอัตรา VAT ได้แม้แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจเข้มแข็งและมีอัตราเติบโตสูงๆ คนมีเงินจับจ่ายใช้สอยในมือ ก็เพราะไม่มีรัฐบาลใดที่มีการเตรียมแผนรองรับในระยะยาวเพื่อที่จะทำให้โครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐบาลที่ทำไป สามารถทำให้เกิดการกระจายรายได้ให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการลดเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในช่วงปัจจุบันที่เศรษฐกิจอ่อนแอ มีอัตราเติบโตต่ำเพียง 1-2% ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ไม่ต้องพูดถึงว่าจะขยายฐานภาษีด้วยการขึ้น VAT เพียงแค่จะปรับปรุงประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีที่เท่าเทียม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมก็ไม่อาจจะดำเนินการได้เช่นกัน

ทุกวันนี้ ระบบภาษีของไทยยังมีช่องโหว่ที่ให้ผู้มีรายได้สูง สามารถหลบเลี่ยงการเสียภาษีได้หลายช่องทาง ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยต้องเสียภาษีในกรอบของกฎหมายเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย เชื่อว่าการเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐโดยขยายฐานภาษีมีความเป็นไปได้ ที่กระทรวงการคลังจะเสนอต่อคสช. ไม่ว่าจะเป็นแนวทางระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ซึ่งสามารถทำได้โดยเร็ว ทั้งปรับลดการให้สิทธิประโยชน์ภาษีส่งเสริมการลงทุน การเสนอร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะช่วยขยายฐานภาษีไปสู่ฐานสินทรัพย์ จากปัจจุบันที่พึ่งพาฐานรายได้และบริโภคเป็นหลัก ส่วนที่จะเพิ่มรายได้ในระยะยาวมากกว่า 1 ปี เพื่อลดพึ่งพาภาษีทางตรง แต่จัดเก็บภาษีทางอ้อมมากขึ้น เช่น ทบทวนการลดหย่อนภาษีต่างๆ และเก็บภาษีมลพิษและสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี และพิจารณาทยอยปรับเพิ่ม VAT กับภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล โดยคำนึงถึงจังหวะเวลาเหมาะสม

นอกจากนี้แผนขยายฐานภาษีให้สอดรับกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 3 ล้านล้านบาท หากรัฐบาลใหม่ที่จะมีขึ้นในระยะเปลี่ยนผ่านจากคสช.สู่การดูแลทั้งด้านความมั่นคงและบริหารเศรษฐกิจในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้ ขาดภาพลักษณ์ของมืออาชีพที่ได้รับการยอมรับจากในประเทศและต่างประเทศอย่างเช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หรือดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาของคสช. รวมถึงดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มานั่งคุมการบริหารประเทศทางด้านเศรษฐกิจ การเงินการคลัง ได้ถูกต้องตามหลักการ ก็อาจจะทำให้เกิดการก่อหนี้ประเทศมากขึ้น เหตุฐานะงบประมาณขาดดุลสะสมเพิ่มขึ้นจาก 47% ของจีดีพีกลายเป็น 60% โดยเฉพาะถ้าเศรษฐกิจไม่อาจจะขยายตัวเต็มที่ตามศักยภาพที่เหมาะสมในระดับ 4-5% ต่อปีได้