แกนนำต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด สุทธิ อัฌชาศัย ตัดสินใจยิงตัวตาย และเสียชีวิต
เมื่อตี 3 วันที่ 16 ก.ค. “สุทธิ” วัย 49 ปี เขาเป็นชาวบ้านแลง จ.ระยอง ความตายของสุทธิ ทำชาวบ้านอยู่อย่างขาดหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก ซ้ำนายทุน ปล่อยข่าวลือใส่ร้ายสารพัด ชาวบ้านเองก็เข้าใจในตัว สุทธิ ผิดไป เมื่อไม่มี สุทธิ ภาระทั้งหมดจำต้องตกอยู่ที่ ป้าพยุง มีสบาย หญิงแกร่งวัย 65 ปี ที่ยืนหยัดต่อสู้ในวันนี้ เพื่อคนรุ่นหลังในวันหน้า
>>> สิ่งที่เห็นว่าเป็นวิถีชีวิตปกติ ของป้าพยุง และเพื่อนบ้านชาวสวนผลไม้จ.ระยอง แต่ลึกๆ ในใจ ป้าพยุง กับเพื่อนบ้าน ต.บ้านแลง อยู่ด้วยความหวาดผวา ตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรมกั้นแนวเขตประชิดรั้วสวนผลไม้
>>> สำหรับ สุทธิ กับ ป้าพยุง มีสบาย ร่วมต่อสู้กันมานาน ในฐานะคนบ้านแลงเหมือนกัน แม้ในช่วงหลัง สุทธิ จะไม่ได้เข้าร่วมคัดค้านเขตโรงงานเหมือนเคย หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่ง
>>> เมื่อ สุทธิ หายไป ชาวบ้านซุบซิบนินทา ว่า สุทธิ เปลี่ยนไปรับเงินเดือนจากนักการเมือง และจากฝ่ายโรงงาน สำหรับ สุทธิ เองรับรู้เก็บงำความรู้สึกนี้เอาไว้ กระทั่งวันที่ก่อนเขาจะตัดสินใจยิงตัวตาย เขาถูก “ช” คนของฝ่ายโรงงาน ไปกล่าวหาเขาถึงเมืองนอกว่า สุทธิ ไปซื้อที่ดิน 90 ไร่ แต่ชาวบ้าน โดยเฉพาะ ป้าพยุง ไม่เชื่อ เพราะครอบครัว สุทธิ นั้นมีฐานะ อยู่ก่อนมีที่ดินเมืองระยอง ทั้งสวนยาง สวนผลไม้ จำนวนมาก
>>> ความลับระหว่าง สุทธิ กับ ป้าพยุง เคยรับรู้กันเพียง 2 คน จวบจนวันที่ สุทธิ ตายไป ความลับนั้นค่อยๆ เผยออกมาให้เห็น ส่วนป้าพยุง วัย 65 ปี น่าจะได้พักผ่อนเลี้ยงหลาน แต่ด้วยคิดว่า ลูกหลานจะอยู่อย่างไรในวันหน้า ป้าพยุง กลายมาเป็นหัวเรือหลักออกมาเรียกร้องให้โรงงานอุตสาหกรรม หยุดทำลายสาธารณะสมบัติ ที่ชาวบ้านใช้ร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน
>>> จะเห็นว่า ปัญหาของชาวระยอง ไม่ได้หมดไปพร้อมความตายของ สุทธิ ชาวบ้านแลง ยังคงต้องสู้ต่อไป โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้โรงงาน คืนสภาพเดิมของลำรางสาธารณะ ที่ถูกถม และเรื่องนี้ผู้ว่าฯ ระยอง รับทราบแล้ว ดูได้จากหนังสือของผู้ว่าฯ ระยอง แจ้งกับป้าพยุง ว่า กำลังตรวจสอบเรื่องนี้ ส่วนฝ่ายโรงงาน ก็ได้ขุดคลองขึ้นมาทดแทน แต่การระบายน้ำของคลองขุดใหม่ กลับทำได้ไม่ดีเหมือนคลองธรรมชาติ
>>> ปัญหาเมืองระยอง มาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ของโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการที่ดินเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านส่วนหนึ่งจำยอมขายที่ดินโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่บัดนี้ชาวบ้าน ได้เรียนรู้บทเรียนอันเจ็บปวดนี้ จากชายชราที่ชื่อ น้อย ใจตั้ง ผู้เป็นเจ้าของผืนดินเดิมของนิคมอุตฯ มาบตาพุด เมื่อมาบตาพุดแออัด โรงงานขนาดใหญ่ออกไปกว้านซื้อที่ตั้งเป็นเขตอุตสาหกรรม นักการเมืองท้องถิ่น ฉวยโอกาสใช้อำนาจในมือ ออกโฉนดบนที่สาธารณะ จนสภาพเดิมของธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้ เพราะการพูดมากไป จนเคยมีคนส่งมือปืนไปซุ่มยิงถึงหน้าบ้าน
>>> ปัญหานี้ ป้าพยุง และชาวบ้านแลง เห็นว่าทางการไม่สนใจเหลียวแล กระทั่งป้าพยุง ได้เข้าแจ้งความที่สภ.เมืองระยอง ให้ดำเนินคดีกับโรงงาน ที่ถมลำรางสาธารณะ ขณะที่นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ศรีสุวรรณ จรรยา รับเป็นทนายความให้ชาวบ้าน เพราะเชื่อว่าการออกโฉนด และการยอมให้โรงงานถามลำรางสาธารณะ เจ้าที่รัฐมีส่วนรู้เห็น โดยเทียบเคียงคดีคลองด่าน ที่ศาลพิพากษาว่าการถมลำรางสาธารณะมีความผิด
>>> คำพูดหนึ่งที่ป้าพยุง พูดเสมอก็คือ จะสู้ต่อไปสู้แม้รู้ว่ายากที่จะชนะ จะสู้จนกว่าวาระสุดท้าย เหมือน สุทธิ








