วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โทษประหาร กับสังคมไทย

เหตุฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 13 ปี บนรถไฟ สะเทือนขวัญของคนทั้งบ้านทั้งเมือง ยิ่งผู้ถูกกล่าวหา

ว่าทำผิดเป็นพนักงานการรถไฟ ต่อมาเจ้าตัวรับสารภาพว่าข่มขืนมาแล้วหลายครั้ง

เหยื่อรายนี้ไม่ใช่รายแรก เพียงแต่รายอื่นๆ เมื่อข่มขืนแล้วไม่ได้ฆ่า อีกทั้งเหยื่ออับอายไม่กล้าแจ้งความ ทำให้ผู้กระทำผิดย่ามใจ ทำผิดซ้ำ

กระแสสังคม ตื่นตัว อยากเห็นการลงโทษสถานหนักคือ ประหารชีวิต บางส่วนรณรงค์แก้โทษคดีข่มขืนให้ “ประหารชีวิต”

สำหรับแนวทางการตัดสินคดีของผู้พิพากษาทั่วโลก สำหรับคดีอาญา จะลงโทษได้ ต้องมีบทกำหนดความผิด ดังนั้น แต่ละประเทศจึงมีกฎหมายมาตรานั้น มาตรานี้ มีการกำหนดความผิด เมื่อกำหนดขึ้นแล้วจะดูโทษว่าทำความผิดลักษณะนี้นั้นอัตราโทษเท่าไหร่

ประเทศไทย ในคดีอาญา กำหนดโทษไว้ 5 ระดับ คือ สูงสุด ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และเบาสุดคือ ยึดทรัพย์

จะเห็นว่า การลงโทษเป็นการลงโทษต่อร่างกายผู้กระทำความผิด ใครไม่จ่ายค่าปรับจะถูกกักขังแทนค่าปรับ

ประมวลกฎหมายอาญา การลงโทษ กำหนดตามลักษณะความผิด

ส่วนศาลจะดูพฤติกรรมว่าโทษลักษณะนี้ กฎหมายได้กำหนดโทษแค่ไหน

สำหรับความผิดที่จะต้อง “ลงโทษสถานเดียว” คือ “ประหารชีวิต” คดีเช่นนี้ อัยการต้องนำสืบให้ได้ว่าจำเลยกระทำผิดและมีหลักฐาน ไม่ว่าประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม ที่บ่งชี้ว่าจำเลยทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาล ก่อนจะลงโทษต้องดูว่าจำเลยทำผิด แล้วลงโทษแค่ไหน พยานในคดีจะปราศจากข้อสงสัยหรือไม่

ถึงกระนั้น กฎหมายบ้านเราก็มีตัวบทที่เขียนไว้กรณีจำเลยรับสารภาพ กฎหมายอาญาเขียนไว้ว่า ถ้าจำเลยรับสารภาพ จะลดโทษกึ่งหนึ่ง ความจริงกฎหมายเป็นอย่างนั้น เพื่อเปิดช่องให้จำเลยรับสารภาพ แต่ต่างประเทศไม่มี

ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะเมืองไทย เมืองพุทธ เนื่องจากบางคดีการที่จำเลย ไม่รับสารภาพ การลงโทษทำได้ลำบาก สาเหตุจากพยานเบามาก หรืออยู่ไกลมาก การรับสารภาพโดยปราศจากการซ้อม ถ้าไม่จำนนต่อหลักฐาน ศาลต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลย คำให้การจำเลยชั้นสอบสวน คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เป็นประโยชน์ ศาลก็ลดโทษให้

แต่ทั้งนี้การรับสารภาพยังจำแนกว่า หากจำเลย “จำนนต่อหลักฐาน” ก็ไม่มีเหตุต้องลดโทษ

คดีอาญา การทำสำนวนในชั้นพนักงานสอบสวน ต้องทำอย่างละเอียด ข้ามไม่ได้ ต้องนำพยานเข้าสู่สำนวนให้มากที่สุด เพราะการที่ศาลจะลงโทษแค่ไหน อยู่ที่พยานของตำรวจหามา ถ้าตำรวจหามาแบบลวกๆ ง่ายๆ ศาลก็ลงโทษลำบาก บางประเทศ จึงให้อัยการเข้ามาร่วมทำสำนวนด้วย

หน้าที่ของศาล จะมาชั่งน้ำหนักว่าจำเลยทำผิดไหม ถ้าโทษให้ประหาร ก็ต้องประหารสถานเดียว

ส่วนกระแสสังคมที่เรียกร้องให้เพิ่มโทษประหาร คดีข่มขืนนั้น กระบวนการยุติธรรมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ศาลตัดสินด้วยกระแสสังคมไม่ได้ จำเลยต้องได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย กระแสสังคมไม่ใช่เป็นสิ่งที่ถูกต้องในหลักของความเป็นจริง เพราะถ้าสังคมเฮโลไปจะปิดโอกาสพิสูจน์ความจริง ความเป็นธรรมจะไม่เกิด

ดังนั้น กระแสสังคมกดดันได้ แต่บุคลากรในคดี ต้องทำคดีอย่างตรงไปตรงมา

แม้แต่ทนายความ ซึ่งตามหลักวิชาชีพทนาย เริ่มต้นต้องถามว่าจำเลยกระทำผิดไหม ถ้าผิดต้องเกลี้ยกล่อมให้รับสารภาพ อย่าให้ต่อสู้คดี เพราะไม่เช่นนั้น เท่ากับว่า “ช่วยคนผิด”

สุดท้าย คำตัดสินต้องปราศจากอคติ ความเป็นธรรมก็จะเกิดขึ้น