อุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบจักรวาล คนรวยได้ประโยชน์มากที่สุด !!!

หลายต่อหลายประเทศที่กำลังใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบจักรวาลได้ทยอยกันลดการอุดหนุน
เพราะว่าเป็นนโยบายที่ส่งผลเสียหลายๆ อย่าง เช่น ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตอื่นๆ ทำให้มีการใช้พลังงานกันอย่างฟุ่มเฟือย รวมถึงเหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ คนรวยได้ประโยชน์จากนโยบายการอุดหนุนพลังงานมากกว่าคนจน ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมหาศาลแทนที่จะนำรายได้ส่วนนี้มาทำรัฐสวัสดิการที่จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยเฉพาะคนจนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง
การอุดหนุนราคาพลังงาน (Fuel Subsidy) คือ การที่รัฐมีนโยบายให้ราคาพลังงานขายปลีกมีราคาต่ำกว่าราคาตลาดโลกหรือราคาต้นทุน โดยการนำงบประมาณของรัฐมาจ่ายชดเชยให้ โดยมักจะมีการอุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบจักรวาล (Universal Fuel Subsidy) คือการชดเชยราคาพลังงานให้มีราคาเท่ากันสำหรับคนทุกกลุ่ม ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณไปอย่างมหาศาลหากราคาพลังงานตลาดโลกสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
จากประเด็นดังกล่าว ในปี 2556 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ทำการศึกษาผู้ได้รับผลประโยชน์จากการอุดหนุนราคาพลังงานจากครัวเรือน 5 กลุ่มโดยจำแนกตามรายได้จากรวยที่สุดไปจนที่สุดเป็นจำนวนเท่าๆ กัน จากกลุ่มตัวอย่างของประเทศที่กำลังพัฒนา 21 ประเทศ
ผลของการศึกษานั้นน่าสนใจมาก พบว่ากลุ่มคนรวยที่สุดของประเทศ คือกลุ่มที่มีรายได้สูงสุดร้อยละ 20 แรกจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด ขณะที่กลุ่มคนจนที่สุดของประเทศ คือกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 สุดท้ายจะได้รับผลประโยชน์น้อยที่สุดจากนโยบายการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงจากตัวอย่างการศึกษานี้พบว่ากลุ่มคนรวยที่สุดได้รับผลประโยชน์จากการอุดหนุนราคาพลังงานมากกว่ากลุ่มคนจนที่สุดถึง 20 เท่าสำหรับน้ำมันเบนซิน 6 เท่าสำหรับน้ำมันดีเซล และ 13 เท่าสำหรับก๊าซหุงต้ม
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ก็เพราะคนรวยย่อมมีศักยภาพในการใช้น้ำมันหรือพลังงานมากกว่าคนจนนั่นเอง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายๆ ประเทศเริ่มลดมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานลง ยกตัวอย่างเช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และล่าสุดอียิปต์
อินโดนีเซีย เคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่และเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปกแต่ด้วยนโยบายการอุดหนุนราคาน้ำมันทำให้มีการบริโภคน้ำมันกันอย่างฟุ่มเฟือยจนผลิตได้ไม่พอใช้กลายเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิและต้องลาออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปกในปี 2552 นอกจากนี้ยังทำให้อินโดนีเซียขาดดุลงบประมาณมหาศาลจากการอุดหนุนราคาน้ำมันและไฟฟ้า ที่ต้องใช้งบประมาณสูงถึงร้อยละ 20 ของงบประมาณประเทศหรือประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปีจึงทำให้ขาดงบประมาณในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนโดยเฉพาะในเมืองหลวง และทำให้ไม่มีการพัฒนาพลังงานทดแทนเท่าที่ควรเพราะพลังงานฟอสซิลมีราคาถูกเกินไป รัฐบาลอินโดนีเซียจึงตัดสินใจลดการอุดหนุนราคาน้ำมันเมื่อปีที่แล้วทำให้ราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มปรับขึ้นถึง 44%
มาเลเซีย เป็นอีกประเทศที่หลายๆ ท่านมักจะเอาราคาน้ำมันหน้าปั๊มของไทยไปเปรียบเทียบกัน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วประเทศมาเลเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว LNG เป็นอันดับสองของโลก ทำให้มีงบประมาณไปอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศได้ อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2547 - 2556 ที่ผ่านมา มาเลเซียได้ใช้งบประมาณไปแล้วสูงถึง 1.32 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐบาลมาเลเซียตัดสินใจลดการอุดหนุนราคาน้ำมันลง 2 บาทต่อลิตรเมื่อเดือนกันยายน 2556 และมีแนวโน้มจะค่อยๆ ทยอยลดการอุดหนุนลงเรื่อยๆ
อียิปต์ เป็นประเทศล่าสุดที่รัฐบาลตัดสินใจประกาศลดการอุดหนุนราคาน้ำมันทำให้ราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มพุ่งขึ้นทันที 78% เพราะในช่วงสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลอียิปต์ต้องสูญเสียงบประมาณประเทศสูงถึง 3.1 ล้านล้านบาทเพื่อการอุดหนุนราคาพลังงาน ดังนั้นรัฐบาลจึงมีนโยบายนำงบประมาณส่วนที่จะไปอุดหนุนราคาน้ำมันไปทำรัฐสวัสดิการแทนเช่น สาธารณสุข การศึกษา ฯลฯ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า
หันกลับมามองประเทศไทย วันนี้ยังมีการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มแต่งบประมาณที่อุดหนุนนั้นไม่ได้มาจากรัฐบาล แต่มาจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล 95, 91(E10) ผ่านกองทุนน้ำมันไปแล้วมากกว่า 140,000 ล้านบาท นับตั้งแต่เริ่มนำเข้าก๊าซหุงต้มปี 2551 ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรม และในส่วนของผู้ประกอบการนั้น จากการที่รัฐบาลมีนโยบายตรึงราคาก๊าซหุงต้มหน้าโรงแยกก๊าซฯที่ 333 ดอลลาร์/ตัน ในปี 2547 ทำให้โรงแยกก๊าซฯของ ปตท.ต้องรับภาระการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มโดยคำนวณเทียบกับต้นทุนโรงแยกก๊าซฯตั้งแต่ปี 2547-2556 ไปแล้ว 190,750 ล้านบาท รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันที่ต้องขายก๊าซหุงต้มออกมาในราคาต่ำกว่าตลาดโลกตามที่รัฐบาลกำหนด (76% ราคาตลาดโลก และ 24% ราคาควบคุมที่ 333 ดอลลาร์/ตัน) โดยรับภาระการอุดหนุนไปแล้วถึง 61,650 ล้านบาท
นอกจากนี้ การตรึงราคาจำหน่ายก๊าซ NGV ให้ต่ำกว่าต้นทุน ทำให้ปตท. ต้องแบกรับภาระการอุดหนุนราคาก๊าซ NGV สะสมไปแล้ว 95,283 ล้านบาททำให้ในส่วนของผู้ประกอบการรวมถึงปตท. รับภาระการอุดหนุนไปแล้วถึงประมาณ 350,000 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเลย
ในส่วนของการตรึงราคาน้ำมันดีเซลตั้งแต่ปี 2554 โดยจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพียง 0.005 บาทต่อลิตรจากเดิม 5.30 บาทต่อลิตรนั้น ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้สะสมจากการอุดหนุนภาษีไปแล้ว 330,000 ล้านบาทซึ่งผลของนโยบายนี้ทำให้มีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้ระยะหลังมีรถยนต์ส่วนตัวเครื่องยนต์ดีเซลราคาแพงๆ วิ่งเต็มท้องถนน แทนที่จะเอาภาษีที่ควรจะได้จำนวนนี้ นำไปพัฒนาระบบรถไฟฟ้าได้หลายสายเลยทีเดียว
กล่าวโดยสรุป ผลลัพธ์ของการอุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบจักรวาลนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือกลุ่มคนรวยไม่ใช่กลุ่มคนจน ซึ่งไม่เป็นธรรมและนโยบายการอุดหนุนราคาพลังงานแบบนี้กลับจะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม แม้แต่ CEO ของปิโตรนาส บริษัทน้ำมันแห่งชาติมาเลเซีย ยังแถลงเองในงานประชุม 17th Asia Oil and Gas Conference ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อปีที่แล้วว่า "การอุดหนุนราคาพลังงานเป็น “ถ้วยยาพิษ” ที่บิดเบือนภาพที่แท้จริงของกลไกราคาพลังงาน และบ่อยครั้งที่คนรวยได้ประโยชน์มากกว่าคนจน"
ดังนั้น การที่จะลดความเหลื่อมล้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ควรจะปรับราคาเชื้อเพลิงสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จัดเก็บภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงจากกลุ่มคนรวยเพื่อไปพัฒนาระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ และให้การอุดหนุนราคาพลังงานเฉพาะกลุ่มคนจนโดยตรง น่าจะเป็นหนทางที่เหมาะสมและยั่งยืนที่สุด







