วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คิดสร้างสรรค์เป็นกันอย่างไร

90% ของเด็กมีความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูง ขณะที่ 2% ของผู้ใหญ่ที่ยังคงความคิดสร้างสรรค์ระดับเดียวกันนี้ไว้ได้

“ความคิดสร้างสรรค์” กลายเป็นทักษะสำคัญในปัจจุบัน เนื่องจากโลกเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นภาคอุตสาหกรรมและการผลิตมาสู่การสร้างคุณค่าเพิ่ม ซึ่งแน่นอนต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์มาช่วยให้เกิดขึ้นได้ แต่ปัญหาคือการค้นหาความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้เราทั้งหลายจะเคยมีสิ่งนี้อยู่เยอะในวัยเยาว์ แต่ยิ่งโตขึ้นก็ดูเหมือนความคิดสร้างสรรค์จะบินหายไปตามกาลเวลา

สัปดาห์นี้ขอชวนคิดจากสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก Associate Professor Arthur Gogatz ผู้เขียนหนังสือ Business Creativity: Breaking the Invisible Barriers ในงานสัมมนาของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยอาจารย์เล่าถึงการศึกษาโดย American Management Association พบว่า 90% ของเด็กๆ มีความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูง ขณะที่มีเพียง 2% ของผู้ใหญ่ที่ยังคงความคิดสร้างสรรค์ระดับเดียวกันนี้ไว้ได้ ในที่นี้หมายถึงความสามารถในการเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งในมุมที่แตกต่าง โดยเฉพาะสิ่งสามัญที่เรามักมองข้ามด้วยความเคยชิน คิดง่ายๆ ก็เช่นเวลาเด็กๆ พูดถึงเรื่องบางเรื่องด้วยความตื่นเต้นและเล่าเป็นตุเป็นตะไปตามจินตนาการ แต่ด้วยประสบการณ์ในชีวิตของผู้ใหญ่ทำให้เรามักตีความสิ่งต่างๆ โดยหย่อนลงกล่องตามสมมติฐานที่คุ้นชิน

“ทำไมเราถึงไม่นิยมแสวงหาความแปลกใหม่?” เพราะคนจำนวนมากเห็นความใหม่เป็นสิ่งนอกเหนือการควบคุม และยิ่งแก่ตัวยิ่งบินสูงขึ้นเราก็ยิ่งพยายามควบคุมสิ่งต่างๆ ให้เป็นดังที่คิดที่วางแผนไว้ โดยไม่รู้ว่าการควบคุมเท่ากับการฆ่าความคิดสร้างสรรค์ ข้อสำคัญนอกจากควบคุมความคิดและการกระทำตัวเอง เรายังชอบไปควบคุมคนอื่นด้วยอีกต่างหาก

“จะติสต์ไปหน่อยหรือเปล่า เราเป็นธุรกิจจะไม่ควบคุมเลยได้ยังไง?” อาจารย์ Arthur ให้ข้อคิดไว้ถึง Control Paradox โดยบอกว่า แท้จริงแล้วยิ่งเราฝึกตนให้รับกับการที่สิ่งต่างๆ อยู่นอกการควบคุมมากเท่าไร เรายิ่งสามารถควบคุมความเป็นไปในชีวิตได้มากขึ้นเท่านั้น อีกนัยหนึ่งก็คล้ายกับกรณีกูรูทั้งหลายที่เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วก็สบาย ไม่ว่าปัญหาจะมารูปไหนก็พลิกแพลงรับมือได้หมด แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ก็ต้องฝึกฝีมือกับความไม่แน่นอนรูปแบบต่างๆ

วิธีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ 1. การฝึกคิดสมมติ คือการจินตนาการบทบาทใหม่ของตัวเอง เช่น คนเป็น CEO อาจลองคิดว่าถ้าวันหนึ่งตื่นมาต้องกลายเป็นพนักงานขับรถจะเป็นอย่างไร เทคนิคนี้ในบางองค์กรส่งเสริมให้ได้สัมผัสประสบการณ์จริง เช่น ให้ผู้บริหารลองปลอมตัวไปกับรถส่งของเพื่อให้เห็นว่าการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในช่องทางที่ต่างไปเป็นอย่างไรบ้างโดยการได้มองจากมุมใหม่ๆ ทำให้เกิดความคิดที่แตกต่างออกไปได้มากขึ้น

2. การสร้างความหลากหลาย ในที่นี้เริ่มตั้งแต่ผู้ร่วมทีมทำงานที่ไม่ควรเป็นคนประเภทเดียวกัน คิดคล้ายกัน หรืออยู่ด้วยกันนานๆ จนเดาทางกันได้หมด แม้ข้อดีอาจเป็นที่การไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากแต่ก็ทำให้ความคิดถูกจำกัด ดังนั้นองค์กรที่ต้องการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์จึงควรขยันโยกงาน ย้ายแผนก เพื่อให้เกิดพลวัตใหม่ๆ แทนที่จะให้โตกันขึ้นไปเป็นแท่งๆ บางองค์กรยังมีการสร้างทีมทำงานข้ามสายเป็น Task Force ขึ้นเฉพาะกิจ โดยนำคนหลากหลายมาผสมกัน และบางที่ยังเชื้อเชิญคู่ค้า ลูกค้า มาร่วมทีมเป็นครั้งคราวเพื่อให้เห็นด้านที่ต่างออกไป ยิ่งปัจจุบันมีเครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆ ยิ่งทำให้การผสมผสานทำได้ง่ายดายขึ้น

3. การมีพื้นที่ทดลองไอเดียใหม่ เนื่องจากบางคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบและตัวชี้วัดที่ต้องบริหารเลยอาจทำให้กลัวความผิดพลาด และพยายามควบคุมให้เป็นตามเป้าจนปิดโอกาสได้ลองทำอะไรแปลกออกไปจากความเคยชิน การที่องค์กรเปิดโอกาส เช่น การตั้งเป้าโครงการความคิดใหม่ในทุกปี โดยมีตัวชี้วัดที่ไม่เหมือนงานปรกติ เช่น การให้ค่าความใหม่มากกว่าการประเมินที่ความเป็นไปได้เป็นหลัก หรือมีการสนับสนุนงบวิจัยและพัฒนา เหล่านี้จะทำให้คนอุ่นใจมากขึ้นที่จะลองคิดทำอะไรใหม่ๆ ดู

4. การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร โดยมุ่งสร้างค่านิยมให้เห็นว่าความผิดพลาดจากการได้ลองยังดีกว่าความไม่กล้าลุกขึ้นทำอะไร ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในสังคมเอเชียที่คนแคร์หน้าตา แม้แต่ฟากตะวันตกเองก็ยังมีการระบุไว้ว่าถ้าไม่อาจสร้างเป็นวัฒนธรรมได้ก็ยากที่จะผลักดันองค์กรให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพราะการจะเกิดสิ่งใหม่ได้ไม่ใช่เรื่องทำได้คนเดียว คิดขึ้นได้แต่ก็ต้องได้รับการสนับสนุนโดยคนอื่นๆ ด้วย และโดยธรรมชาติไม่มีใครอยากถูกมองเป็นพวกแปลกประหลาด ฉะนั้นถ้าสร้างสรรค์แต่คนอื่นไม่เห็นค่าหรือเห็นเป็นเรื่องตลก ในที่สุดความคิดเหล่านั้นก็คงฝ่อไป เช่นกันกับการเลี้ยงดูเด็กที่พบว่า คนทำลายความคิดสร้างสรรค์กลายเป็นคนในครอบครัวเอง เช่น พ่อแม่ที่ไม่ร่วมจินตนาการไปกับลูกแถมยังไปสร้างกรอบความคิดขึ้นอีกด้วย

5. การออกเดินทาง เพราะเป็นการพาตัวเองออกจากความคุ้นชินเดิมๆ ในโซนสบาย (Comfort Zone) โดยมีผลวิจัยบอกว่า คนที่ได้เดินทางไปเห็นโลกที่แตกต่างออกไปโดยเฉพาะในต่างประเทศ มีระดับความคิดสร้างสรรค์สูงกว่าคนที่ไม่เคยออกเดินทาง ทั้งนี้นอกจากการได้เห็นสิ่งที่แปลกใหม่แล้วยังเป็นการเพิ่มโอกาสได้เผชิญความท้าทายและหาทางรับมือกับสิ่งที่ไม่เคยพบหรือคาดเดาไม่ได้ ตั้งแต่เรื่องง่ายๆ เช่น การขึ้นรถโดยสาร อ่านแผนที่ ไปจนถึงการเจรจาต่อรองกับคู่ค้าต่างชาติต่างวัฒนธรรม

เพราะความคิดสร้างสรรค์ทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยไม่จำกัดเพียงในงานบางชนิด เช่น เชิงศิลปะและการออกแบบ แต่ผสมผสานเข้ากับทุกอย่างรอบตัว จึงมีการจัดการศึกษาด้านนี้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ใน Business School หลายแห่งเปิดคอร์สว่าด้วยการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในการจัดการธุรกิจ และยังสนับสนุนให้นำมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือประเมินผลการเรียนในรายวิชาต่างๆ ด้วย เนื่องจากความคิดสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็นของทรัพยากรมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 นี้

แต่แม้ว่าจะมีการจัดกระบวนการเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น ท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นๆ ว่าจะเปิดใจก้าวข้ามข้อจำกัดสำคัญอันได้แก่ ความกลัวและความกังวลในภาพพจน์ตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน