จากกระแสข่าวที่มีผู้เสียหายโพสต์ภาพผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์ค ทันทีที่ได้รับพัสดุจัดส่งโดยบริษัทไปรษณีย์ไทย
(ปณท.) ในห่อพัสดุสิ่งของที่ส่งจากต้นทางต้องเป็น "ไอโฟน" แต่เมื่อผู้รับปลายทางเปิดออกมากลับกลายเป็น "ก้อนหิน" ซะงั้น
เป็นเรื่อง "ตลกร้าย" ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย โดยเฉพาะกับ รัฐวิสาหกิจผู้ให้บริการที่ได้รับเสียงชื่นชมมาโดยตลอดอย่าง "ไปรษณีย์ไทย"
ล่าสุดนางสาวสุชาดา พุทธรักษา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด ปณท. ออกมาแสดงความรับผิดชอบ โดยบอกว่า ปณท.ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบข้อมูล ตั้งแต่กระบวนการฝากส่งต้นทาง จนถึงการนำจ่ายถึงมือผู้รับปลายทางอย่างละเอียด จะใช้เวลาดำเนินการ 5-7 วัน
พร้อมทั้งระบุว่า จะตรวจสอบการวัดน้ำหนักของพัสดุที่จัดส่ง ตั้งแต่ต้นทางปลายทาง หากพบน้ำหนักวัตถุคลาดเคลื่อน รวมถึงพัสดุมีความบกพร่อง เสียหาย ปณท. มีนโยบายชดใช้ค่าเสียหายแบบมาตรฐานสากล ผู้ใช้บริการที่ส่งสินค้ามีมูลค่าสูงสามารถพิจารณาใช้บริการประกันส่งสินค้าที่วงเงินชดเชยสูงสุด 50,000 บาทได้ เบื้องต้น ปณท. ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,043 บาท ให้ผู้เสียหายแล้ว หากพบความผิดเกิดจากปณท. และปณอ. ก็ยินดีชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนสินค้า
เป็นอีกครั้งที่กรณีนี้ ได้ตอกย้ำถึงความหย่อนประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจไทย
เรื่อง "ตลกร้าย" เรื่องนี้ แน่นอนว่า ปณท. ต้องถูกสังคมตั้งคำถามว่า การบริหารจัดการที่ได้รับเสียงชื่นชมนั้น ลึกๆ ข้างใน "บริหารจัดการมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่" กระบวนการตรวจสอบ คัดสรร เทรนนิ่ง พนักงานในทุกๆ ระดับ โดยเฉพาะจุดที่ต้องให้บริการประชาชน ตามที่ทำการปณท. ต่างๆ ปณท. ได้ควบคุมคุณภาพการให้บริการอย่างไร ไม่ใช่ให้บริการแบบ "ส่งๆ ผ่านๆ ไป" ยิ่งประชาชนมีพัสดุที่สุ่มเสี่ยงต่อการแตกหัก เสียหาย ต้องให้คำแนะนำที่ดีกับผู้ใช้บริการได้ ณเดี๋ยวนั้นด้วย ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องก่อนแล้วค่อยออกมาแนะนำ
แม้ที่ผ่านมา ปณท. จะเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจ ที่ได้รับเสียงชื่นชมว่า สามารถปรับทิศทางการดำเนินธุรกิจ รับมือความเปลี่ยนแปลง จากบริษัทที่ทำธุรกิจสำหรับโลกยุคเก่าอนาคตมืดมน แต่กลับพลิกฟื้นสถานการณ์ให้ทำกำไร เลี้ยงตัวเองได้ ต่างจากรัฐวิสาหกิจสื่อสารโทรคมรายอื่น ที่ดูเหมือนเป็นธุรกิจดาวรุ่ง แต่สุดท้ายกลายเป็นกิจการที่ต้องการถังออกซิเจนช่วยสืบต่อลมหายใจ
การพลิกฟื้นสถานการณ์ จนทำกำไรเลี้ยงตัวเองได้เป็นเรื่องน่ายกย่องในเชิงการทำธุรกิจ หากธุรกิจที่เป็นงานบริการนั้น ความใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งต่อหน้า และลับหลังลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งโลกยุคโซเชียล มีเดีย ทุกการกระทำสามารถถ่ายทอด บันทึกภาพและเสียงกระจายไปอย่างทั่วถึง เป็นหลักฐานอันดียิ่งที่ยากจะปฏิเสธ และกระแสบอกต่อปากต่อปาก ก็ขยายออกไปอย่างรวดเร็วทั้งในวงกว้างในประเทศ และต่างประเทศ ทำให้การออกมาอธิบายความต่างๆ ของฝ่ายบริหารดู "ขาดน้ำหนักน่าเชื่อถือ" ไปพอสมควร กลายเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น
จากนี้ไป ปณท.ควรหันไปเร่งปรับปรุงกระบวนการทำงาน ทุ่มเทด้วยใจ ใส่ใจคุณภาพ บริการให้เต็มที่เพิ่มขึ้นไปอีก เพื่อกู้ภาพรัฐวิสาหกิจน้ำดี ให้กลับมาดีขึ้นได้อีกครั้ง









