วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปพลังงาน...เดินมาถูกทางแล้ว!

การที่คสช.จะคืนความสุขให้คนไทยด้วยการรุกคืบปฏิรูปพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว

เห็นความพยายามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) ในอันที่จะคืนความสุขให้คนไทยด้วยการรุกคืบปฏิรูปพลังงานทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรม โดยประกาศให้เป็น 1 ในภารกิจหลักที่ คสช.หมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงควบคู่ไปกับการปฏิรูปประเทศแล้วก็อยากชูจั๊กแร้เชียเต็มพิกัดครับ

ยิ่งมาได้เห็น ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ว่าที่ประธานบอร์ดปตท.คนใหม่อดีต รมต.พลังงานที่ควงคู่ 2 กรรมการปตท.นายพรชัย รุจิประภา อดีตปลัดกระทรวงพลังงานและนายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดพลังงานเข้ามานั่งในบอร์ดปตท.ยุคปฏิรูปแล้ว ต้องบอกว่า “ถูกคน ถูกงาน” เพราะต่างก็รู้ตื้นลึกหนาบางในธุรกิจของปตท.มาอย่างหมดเปลือกหมดไส้หมดพุงแล้วทั้งสิ้น

กับปฏิญญาและภารกิจที่เจ้าตัวประกาศจะดำเนินการปฏิรูปพลังงานควบคู่ไปกับการปฏิรูปบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่ถูกเครือข่ายเอ็นจีโอ เครือข่ายพลังงานอะไรต่อมิอะไรถล่มโจมตีมาโดยตลอดนั้น หากไม่คิดอย่างมีอคติอะไรก็ต้องถือว่า เริ่มเห็นฝั่งและทิศทางการปฏิรูปพลังงานในฝันที่ประชาชนคนไทยถวิลหากันมานาน

โดยดร.ปิยสวัสดิ์นั้นได้แจกแจงภารกิจสำคัญที่จะเข้าไปดำเนินการเพื่อขจัดปัญหาคาใจของผู้คนที่มักถล่มโจมตีว่า ปตท.ผูกขาดกิจการพลังงานของประเทศตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคมาโดยตลอดโดยประกาศลั่นที่จะดำเนินการขายหุ้นในโรงกลั่นที่ ปตท.ถืออยู่ 2 แห่งคือโรงกลั่นบางจาก และโรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลียม (เอสพีอาร์ซี)เพื่อจะได้ตัดปัญหาสร้างความโปร่งใสในการดำเนินการและลดข้อครหาผูกขาดกิจการน้ำมัน

ทั้งที่จะว่าไปแล้ว การที่ปตท.ต้องสยายปีกเข้าไปถือหุ้น 2 โรงกลั่นที่ว่านี้ ก็มาจากการร้องขอของรัฐบาลและกระทรวงการคลังเองแท้ ๆ เพื่อประคับประคองสถานะของ 2โรงกลั่นที่เกือบจะล้มทั้งยืนมาก่อนหน้า แต่พอยืนหยัดบนขาตัวเองได้วันนี้ ก็กลับมีคำถามจากผู้คนในสังคมว่าผูกขาดไปซะงั้น

เรื่องของการปฏิรูปบทบาทของ ปตท.ภายใต้บังเหียนของ ดร.ปิยสวัสดิ์และบอร์ดชุดใหม่ที่นัยว่าล้วนแต่มืออาชีพนั้น ประชาชนคนไทยเราคงเบาใจลงไปได้ แต่ในส่วนของเส้นทางการปฏิรูปพลังงานที่คสช.ส่งพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.ลงมาโม่แป้งมือระวิง ท่ามกลางแรงกดดันจากเครือข่ายเอ็นจีโอ เครือข่ายจบตาปฏิรูปพลังงานประเทศไทยที่นำเสนอข้อมูลท่วมจออยู่เวลานี้ เป็นต้นว่าขอให้ คสช.รื้อสัมปทานปิโตรเลียมใหม่ยกกระบิ หรือไม่ก็ระงับการเปิดสัมปทานรอบ 21 ที่คาราคาซังมากว่า 2 ปี รวมทั้งยุบเลิกกองทุนน้ำมันเพื่อคืนความสุขให้คนไทยใช้น้ำมันราคาถูกสมใจอยากเสียทีนั้น

ทำเอาผู้ที่เฝ้าติดตามเรื่องนี้แสดงความเป็นกังวลหวั่นว่าพล.อ.อ.ประจินและคสช.จะ“สำลักข้อมูล”จนตก “หลุมพราง” ลากนโยบายปฏิรูปพลังงานเข้ารกเข้าพง แบบเดียวกับนโยบายจัดระเบียบแรงงานที่ทำเอาแรงงานกัมพูชาตื่นกลัวเป็น “กระต่ายตื่นตูม” พากันอพยพหนีกลับประเทศจนทำเอาธุรกิจน้อยใหญ่หายใจไม่ทั่วท้องเอาอีก!

อย่างข้อมูลที่เครือข่ายเอ็นจีโอทั้งหลายพากันร้องแรกแหกกระเชอและตอกย้ำให้ทุกฝ่ายเชื่อว่า ประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันและก๊าซมหาศาลเป็น”ซาอุแห่งเอเชีย” เพียงแต่ไม่ถูกนำขึ้นมาใช้เพราะระบบผูกขาดก่อนจะรุกคืบเรียกร้องให้ คสช.ยกเลิกการเปิดสัมปทานสำรวจปิโตรเลียมใหม่ครั้งที่ 21และรื้อระบบการให้สัมปทานปิโตรเลียมยกกระบินั้น

ก็ไม่รู้ว่าเครือข่ายเอ็นจีโอเหล่านี้ ต้องการดึงเรื่องเอาไว้เพื่อรอให้นักการเมืองเข้ามา “ชุบมือเปิบ”สวาปามผลประโยชน์กันอีกหรืออย่างไร ถึงอยากจะให้ชะลอนโยบายเปิดสัมปทานปิโตรเลียมระลอกใหม่ที่ว่านี้เอาไว้

ไม่เพียงสัมปทานสำรวจปิโตรเลียมครั้งที่21ที่นัยว่ามีแหล่งสำรวจที่มีศักยภาพอยู่กว่า 22 แปลงที่น่าจะมีปริมารณสำรองน้ำมันและแก๊สมากกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้แต่การเจรจาพัฒนาประโยชน์บนพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาซึ่งกินพื้นที่กว่า26,000 ตารางกิโลเมตรที่คาราคาซังกันมานานนับ10 ปีก็เป็นเรื่องที่ คสช.น่าจะหยิบยกโอกาสนี้ขึ้นมาเดินหน้าเต็มสูบ

เพราะที่ผ่านมาการเจรจาผลประโยชน์บนพื้นที่ทับซ้อนถูกนำไปพ่วงกับกรณีความขัดแย้งประสาทพระวิหารและถูกโยงว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแถมรัฐบาลบางชุดก็ดันไปเปิดศึกกับเพื่อนบ้านจนปลุกความขัดแย้งบานปลาย

เมื่อหัวหน้าคสช.สามารถต่อจิ๊กซอว์ต่อสายพูดคุยกับ“สมเด็จฮุนเซ็น” นายกฯกัมพูชาอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยจนกัมพูชายอมปล่อย นายวีระ สมความคิด แกนนำมวลที่ไปติดคุกในกัมพูชามาร่วม 3 ปีจนได้รับอิสรภาพ คืนความสุขมาให้คนไทยคืนความสัมพันธ์อันดีระหว่างพี่น้องไทย-กัมพูชากลับมาดั่งเดิมได้

ก็น่าจะใช้จังหวะนี้ต่อจิ๊กเปิดเจรจาเพื่อหาทางพัฒนาแหล่งพลังงานร่วมไทย-กัมพูชากันอย่างเป็นรูปธรรมได้เสียที เพราะเชื่อว่าด้วยเป้าหมายของ คสช.ที่มีเป้าหมายแน่วแน่ที่จะยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก จะทำให้สามารถเจรจาเรื่องดังกล่าว โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่มีกลุ่มการเมืองแอบแฝงแน่

หากไม่ใช่รัฐบาล คสช.แล้วมันจะขจัดข้อครหาขายชาติไปได้อย่างไร จริงไหมท่านผู้นำ คสช.ที่เคารพ!!!