การยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แม้จะมีเสียงต่อต้านและคัดค้านอยู่มาก
โดยเฉพาะประชาคมโลกที่ต่อต้านกระบวนการใดๆก็ตามที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ดูเหมือนว่าเสียงต่อต้านจากภายนอกยังไม่มีผลในเชิงปฏิบัติมากนัก เช่น การบอยคอย หรือ คว่ำบาตร แต่สำหรับคนภายในประเทศแล้ว ดูเหมือนว่ามีการต่อต้านไม่รุนแรงนัก แต่ในทางตรงกันข้ามกลับพบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยสนับสนุน เพราะเบื่อหน่ายความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงมานานนับสิบปีและหาทางออกไม่ได้
ประเด็นที่น่าติดตามขณะนี้ แม้ว่าหลายคนจะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ก็คิดกันเสียว่า "ไหนๆก็ย้อนกลับไปไม่ได้" เพราะถึงอย่างไรคสช.ก็ยังคงอยู่บริหารประเทศต่อไป ดังนั้นหลายคนจึงกลับมาคิดถึง"ข้างหน้ามากกว่า" ซึ่งทำให้ที่ผ่านมา พบว่ามีข้อเสนอแนะต่างๆมากมายให้คสช. ไปดำเนินการ หรือ เกินหน้าปฏิรูปประเทศไทย และหากคสช.ทำตามทุกข้อเสนอก็เชื่อแน่ว่าคสช. ต้องคงอยู่ไปอีกนานหลายสิบปี ไม่เพียงแค่ปีเดียวแล้วคืนอำนาจให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามที่ได้ประกาศไว้
อย่างไรก็ตาม หากดูตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงคสช. เตรียมความพร้อมสำหรับรัฐบาลชั่วคราว จะเห็นว่าปัญหาของเมืองไทยนั้นเข้า "ขั้นวิกฤติ"อย่างแท้จริง กล่าวคือ ไม่ว่าจะจับไปเรื่องใด ก็ล้วนแต่มีปัญหาทั้งสิ้น ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย อย่างวินมอเตอร์ไซค์ คิวรถตู้ การพนัน จนถึงเรื่องระดับชาติ อย่างนโยบายรับจำนำข้าว หากมาประมวลเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นสังคมไทยแล้ว จะเห็นว่าเมืองไทยนั้นไม่มีกฎระเบียบหรือกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งของคสช.ที่ต้องการทำ
หากพิจารณาปัญหาใหญ่ที่มีการพูดมานาน คือ คอร์รัปชัน จนบางคนหมดหวังในการแก้ปัญหาไปแล้ว แต่ก็มีภาคเอกชนที่เห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่จนรวมตัวกันเป็นองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และดำเนินการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันครั้งใหญ่ ซึ่งก็กระตุ้นให้สังคมเกิดการตื่นตัวเร่งแก้ปัญหา แต่กระนั้นก็ตาม คอร์รัปชันยังกลายเป็นปัญหาใหญ่อยู่นั่นเอง จึงมีคำถามว่าคสช.จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร และจะต้องมาโครงข่ายในการแก้ปัญหาระยะยาวอย่างไร เพื่อลดปัญหาให้น้อยลงไปให้มากที่สุด
ตามข้อมูลของนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่ระบุว่าภาพพจน์ของประเทศในด้านการค้าการลงทุนในขณะนี้ คือ "ประเทศ30%" นั่นแสดงให้เห็นถึงระดับความรุนแรงของปัญหาในสายตานักลงทุนต่างชาติ และดูเหมือนจะหนักขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ที่เรามักได้ยินฉายารัฐมนตรีบางคนในอดีตว่าเป็น"มิสเตอร์ 20%" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงของปัญหาพัฒนารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ จนมองไม่เห็นว่าจะลดระดับของปัญหาลงอย่างไร
เราเห็นว่าขณะนี้คสช.ได้ตั้งเป้าหมายหลายเรื่องเป็นวาระแห่งชาติ ควรจะนำเรื่องนี้เป็นภาวะ"หลัก" และมีความสำคัญไม่แพ้มิติความมั่นคงอย่างกรณีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราเชื่อว่าหากมีการปฏิบัติ"วาระแห่งชาติ"กันอย่างจริงจังในกรณีของคอร์รัปชัน คสช.จะได้รับความร่วมมืออย่างมากจากประชาชน ดังนั้น ถึงเวลาและเป็นจังหวะที่ดีในขณะนี้ หากจะมีการริเริ่มตั้งเครือข่ายเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ซึ่งหากคสช.ทำได้ก็ถือว่าเป็นคุณูปการของประเทศ ที่สามารถวางพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหารากฐานแห่งปัญหาทั้งปวงของสังคมไทย









