คสช.ไม่ได้มุ่งหวังจะสืบทอดอำนาจ หรือเปลี่ยนกลุ่มผลประโยชน์แต่ประการใด...
นั่นเป็นตอนหนึ่งของคำปราศรัยในรายการ “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งต้องถือว่าเป็นถ้อยแถลงที่มีความหมายสำคัญในภารกิจ “ฟื้นฟูประเทศชาติ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ประโยคต่อมาท่านหัวหน้า คสช. บอกว่า คสช.พยายามแก้ไขเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การทุจริต คอร์รัปชัน ซึ่งก็เป็นการยากที่จะคัดสรรคนที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับสมัยใด ยุคใด เข้ามาบริหารราชการได้เลย เพราะเป็นการปฏิบัติงานตามระเบียบปฏิบัติประจำ ตามข้อบังคับของทุกหน่วยงาน ต้องตั้งคนใหม่ไป แต่หากทำงานไม่ดี ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
คำยืนยันว่า คสช. จะไม่ “สืบทอดอำนาจ” นั้นเป็นหลักการที่จะต้องตอกย้ำทั้งด้วยคำพูดและการกระทำตลอดเวลา เพราะการมีอำนาจเบ็ดเสร็จย่อมจะเป็นเป้าของการเฝ้ามองตรวจตราและตั้งคำถาม
ยิ่งมีอำนาจมากก็ยิ่งมีคนอ้างเป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมมาก และยิ่งจะมีคำป้อยอเกินความจริงเพื่อเอาใจและหวังผลประโยชน์
เพราะเริ่มจะมีข่าวว่ามีนักการเมืองบางคนบางกลุ่มเข้าไปเสนออะไรต่าง ๆ มากมายเป็นทำนองว่าจะช่วยหาทางให้ผู้นำ คสช. สามารถอยู่ต่อในอำนาจได้ด้วยการช่วยตั้งพรรคการเมืองบังหน้าบ้าง พร้อมจะรับใช้ทางด้านการเมืองให้กับผู้นำทางทหารบ้าง
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการย้อนรอยความผิดพลาดในประวัติศาสตร์การเมืองซ้ำแล้วซ้ำอีก
ดังนั้น เมื่อหัวหน้า คสช. ประกาศเป็นสัญญาประชาคมว่าการเข้ามา “รักษาความสงบ” ของประเทศครั้งนี้เป็นภารกิจเฉพาะกิจ เป็นการช่วยป้องกันประเทศไม่ให้กลายเป็นรัฐล้มเหลว กระชากประเทศจากขอบเหวของสงครามกลางเมือง และเริ่มกระบวนการปฏิรูปอย่างจริงจัง จึงน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าการทำงานครั้งนี้ เป็นการเสียสละเพื่อชาติอย่างที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยเชื่อและคาดหวัง
คำว่า “ปฏิรูป” ต้องศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายในทางปฏิบัติสำหรับทุกฝ่าย ที่ต้องการเห็นประเทศไทยเรากลับสู่ “ประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์”
เพราะนั่นย่อมหมายถึงการที่ทุกฝ่ายต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม
นั่นย่อมหมายถึงการร่วมกันตั้งเป้าหมายประเทศชาติร่วมกัน เมื่อตกลงกันเป็น “มติร่วม” ว่าเรามีเป้าหมายอยู่ที่ไหน การระดมสมองที่จะก้าวสู่กระบวนการเพื่อจะหาวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกันก็คือการพร้อมจะฟังคนอื่นที่มีความเห็นต่าง
เพราะหากเราฟังคนเห็นต่าง คนที่เห็นต่างจากเราก็จะเปิดใจฟังเราเหมือนกัน
การที่เราจะ “ปฏิรูป” สังคมไทยได้จริงจังและยั่งยืนย่อมหมายความว่าจะไม่มีคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดมีสิทธิที่จะผูกขาดอำนาจไว้เป็นของตน เพราะหากเป็นเช่นนั้นคำว่า “เสมอภาค, ยุติธรรม, นิติธรรม” ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
นอกจากหัวหน้า คสช.จะประกาศว่า คสช.จะไม่ “สืบทอดอำนาจ” แล้ว ก็ยังบอกว่าไม่ “เปลี่ยนกลุ่มผลประโยชน์” ด้วยซึ่งแปลว่าผู้นำ คสช. ตระหนักว่ามีคนเป็นห่วงว่ารัฐประหารครั้งนี้ อาจจะเป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วอำนาจและขั้วผลประโยชน์เท่านั้น
เมื่อยืนยันว่าไม่มีการเปลี่ยนกลุ่มผลประโยชน์ ย่อมหมายถึงการปราบปรามสิ่งชั่วร้ายของสังคมอย่างเปิดเผยโปร่งใส และ “กวาดบ้าน” ทำความสะอาดทุกซอกมุมของบ้านโดยไม่มีข้อยกเว้น รวมถึงรอบ ๆ ตัวเองด้วย
การ “ไม่เปลี่ยนกลุ่มผลประโยชน์” ย่อมหมายถึงการให้ทุกกลุ่มผลประโยชน์ในสังคมมีโอกาสเท่าเทียม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส หรือเสียเปรียบเป็นพื้นฐานอยู่แล้วจะต้องมีโอกาสมากกว่าเดิมและจะต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนมากกว่ากลุ่มอื่นเพื่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง
เพราะ “ความเสมอภาค” ไม่ได้หมายถึง “ความยุติธรรม” เสมอไป
โดยเฉพาะเมื่อโอกาสของคนในสังคมไม่เท่าเทียมกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การที่บอกว่า “ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน” ไม่ได้แปลว่า “ความยุติธรรม” จะเกิดขึ้นได้เพราะคนได้เปรียบกับคนเสียเปรียบในสังคมยังมีช่องว่างมากอย่างยิ่ง ต่อให้ได้ “โอกาส” เท่ากัน ก็ยังไม่สามารถสร้าง “ความยุติธรรม” ได้
อำนาจนั้นหากใช้เพื่อสร้างประโยชน์ย่อมเป็นคุณ
อำนาจที่สืบทอดได้ย่อมมีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่รังแต่จะทำลายประเทศชาติซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับ “ปฏิรูป” แน่นอน






