วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พลวัตทางยุทธศาสตร์ในเอเชียแปซิฟิก (1)

บทความนี้จะประเมินพลวัตทางยุทธศาสตร์ในเอเชียแปซิฟิกโดยผ่านการตรวจสอบพันธมิตร

หุ้นส่วนและผู้เล่นอื่นในบริเวณนี้ในเชิงของ 1) ผลประโยชน์และวัตถุประสงค์ของสหรัฐอเมริกา 2) ผลประโยชน์และวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ของหุ้นส่วน 3) ยุทธศาสตร์ด้านกลาโหมของหุ้นส่วน 4) การวางกำลังไกลบ้านของสหรัฐอเมริกากับโอกาสความร่วมมือ และ 5) ความเสี่ยงทางการเมือง

ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นประเทศผู้สนับสนุนทางการเงินแก่องค์กรระหว่างประเทศเป็นอันดับ 2 ของโลก พันธมิตรระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นตั้งอยู่บนพื้นฐานของสนธิสัญญาความร่วมมือและความมั่นคงปี 1960 ความเห็นของสาธารณชนชาวญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ทิศทางของแผ่นงานป้องกันประเทศแห่งชาติ 2010 ของญี่ปุ่นเน้นย้ำถึงการเสริมสร้างความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาและประเทศมหาอำนาจทางทะเลอื่นๆ เช่น อินเดียกับออสเตรเลีย การยับยั้งภัยคุกคามของเกาหลีเหนือและการรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนทางทะเลโดยผ่านขีดความสามารถในการเคลื่อนกำลังที่สูงขึ้นทางด้านแนวหมู่เกาะใกล้กับโอกินาวา ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณขีดความสามารถนี้จะได้มาโดยการให้ความสำคัญกับปฏิบัติการร่วมและความสามารถในการปฏิบัติการร่วม

เมื่อพิจารณายุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่า ปฏิบัติการร่วมและความสามารถในการปฏิบัติร่วมเป็นผลประโยชน์ทั้งของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ สิ่งที่ชี้ให้เห็นแนวทางข้างต้นคือการเลือก F-35 เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นถัดไปให้เหมือนกับของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีเรือพิฆาตบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ Izumo และเรือพิฆาต Hyuga ซึ่งจะสนับสนุนปฏิบัติการยกพลขึ้นบก และ เป็นความต้องการของสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน โปรดสังเกตว่า ญี่ปุ่นเรียกเรือทั้งสองนี้ว่าเรือคุ้มกันเพราะว่าญี่ปุ่นไม่อาจมีอาวุธเชิงรุกได้

การย้ายสนามบินนาวิกโยธินที่ฟุเต็มมะเป็นปัญหาของทหารอเมริกันเองที่ก่ออาชญากรรมกับคนท้องถิ่นไว้มากจนเกิดการต่อต้านขึ้น ส่วนการปรับกำลังนาวิกโยธิน 9,000 คนจากโอกินาวาภายใต้โครงการเดียวกันก็ยังคงสอดคล้องกับความต้องการของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการกระจายกำลังไปทั่วแปซิฟิก ที่จริงแล้ว สิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการอย่างแท้จริงคือ กำลังกองทัพที่เพิ่มขึ้นเพื่อต่อกรกับจีนอย่างเต็มที่ แต่ความร่วมมือและการเพิ่มขีดความสามารถกับสหรัฐอเมริกาไม่ใช่เรื่องเสียหายเนื่องจากบรรลุเป้าหมายอย่างเดียวกัน ในอนาคตแนวโน้มเป็นไปได้อย่างมากที่ฝ่ายนิยมสงครามในญี่ปุ่นจะมีอิทธิพลต่อนโยบายป้องกันประเทศในทางที่จะเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ที่หลีกเลี่ยงรัฐธรรมนูญอย่าง เรือพิฆาตบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ไปตลอดจนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถปฏิบัติการในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น ผู้ใดซาบซึ้งถึงวิวัฒนาการของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของญี่ปุ่นที่ผ่านมาย่อมจะซาบซึ้งและมองเห็นถึงความเป็นไปได้ของแนวโน้มดังกล่าวเป็นอย่างดี ดังนั้น แนวโน้มการเสริมสร้างกำลังรบของญี่ปุ่นในส่วนของตนให้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากส่วนที่ปฏิบัติการร่วมกับสหรัฐอเมริกาจึงเป็นได้สูงยิ่ง

สาธารณรัฐเกาหลี

สาธารณรัฐเกาหลีเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดเป็นอันดับ 13 ของโลกและเป็นคู่ค้าใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของสหรัฐอเมริกา นักการเมืองกระแสหลักของเกาหลีมียุทธศาสตร์หลัก 3 ประการคือ 1) ความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสหรัฐอเมริกา 2) ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งกับจีน 3) วาระพหุภาคีที่คึกคัก พันธมิตรระหว่างเกาหลีและสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่บนพื้นฐานของสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันปี 1953 ซึ่งมีจุดสำคัญอยู่ที่ภัยคุกคามของเกาหลีเหนือ

เขตปลอดทหารระหว่างเกาหลีเหนือและใต้เป็นบริเวณที่มีการวางกำลังอาวุธมากที่สุดในโลกปืนใหญ่ของเกาหลีเหนือกว่า 10,000 กระบอกอยู่ในรัศมีที่ยิงถึงกรุงโซลและขีปนาวุธโนดองกว่า 200 ลูกสามารถส่งผลกระทบถึงญี่ปุ่น กรณีการจมเรือลาดตระเวน Cheonan และการระดมยิงเกาะ Yeonpyeong ของเกาหลีใต้โดยเกาหลีเหนือ ตลอดจนความไม่แน่นอนของอำนาจผู้นำเกาหลีเหนือทำให้เกาหลีใต้ตระหนักถึงความจำเป็นของกองกำลังทหารสหรัฐอเมริกาและความร่วมมือกันทางทหารมากยิ่งขึ้น

วิสัยทัศน์ของสาธารณรัฐเกาหลีต่อพันธมิตรเกาหลี-สหรัฐอเมริกามี 2 ด้าน คือ การปฏิรูปการป้องกันประเทศ 2020 ในเวลา 15 ปีด้วยเงิน 550 ล้านดอลลาร์ เพื่อลดกำลังคน แต่เพิ่มขีดความสามารถและยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยด้านหนึ่ง กับ แผนงานปฏิรูปการป้องกันประเทศ 307 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่เน้นการปฏิบัติการร่วมกันและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความท้าทายของเกาหลีเหนือ ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิสัยทัศน์ร่วมเกาหลี-สหรัฐอเมริกาปี 2009 และพันธมิตรยุทธศาสตร์ 2015 ซึ่งเป็นแนวทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่กองบัญชาการอิสระแต่ละฝ่ายของเกาหลีและสหรัฐอเมริกา

ในส่วนของสหรัฐอเมริกา การปรับกำลังประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนของ Land Partnership Plan (LPP) ซึ่งลดกำลังทหารลงมาเหลือ 28,500 คน จากเดิม 37,500 คน และ การรวบรวมหน่วยทหารที่อยู่กระจัดกระจายตั้งแต่สงครามเกาหลีให้มารวมกันมากขึ้น ส่วนที่สองคือ Yongsan Relocation Plan (YRP) เป็นการย้ายกำลังทหารจากกรุงโซลไปทางใต้ ห่างออกไป 40 ไมล์เพื่อให้ห่างจากรัศมีการยิงของเกาหลีเหนือมากขึ้น

ทางด้านเกาหลีนั้น มีความสนใจที่อยากจะได้กำลังนาวิกโยธินเพิ่มขึ้นเนื่องจากนาวิกโยธินเกาหลียังคงมีจุดอ่อนอยู่ ไม่มีขีดความสามารถเพียงพอในการรับมือกับเหตุการณ์ทางชายฝั่งตะวันตกอย่างกรณี Cheonan และ Yeonpyeong กำลังนาวิกโยธินอเมริกันที่เพิ่มขึ้นจะได้ซ้อมรบร่วมกับเกาหลีมากขึ้นเพื่อยกระดับขีดความสามารถ

ในเชิงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ สหรัฐอเมริกาอยากให้เกาหลีมีส่วนร่วมในภารกิจและการซ้อมรบร่วมเพื่อให้มีความสามารถในการปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐอเมริกา-เกาหลี-ญี่ปุ่น แต่เกาหลีค่อนข้างสงวนท่าทีเพราะว่าไม่อยากสร้างความรู้สึกปฏิปักษ์แก่จีนและเกาหลีเหนือ แต่เรื่องของเรื่องคือเกาหลียังคงไม่ไว้วางใจญี่ปุ่นทั้งจากอดีตและปัจจุบันที่ยังคงมีความขัดแย้งระหว่างกัน

ออสเตรเลีย

พันธมิตรระหว่างออสเตรเลีย-สหรัฐอเมริกาตั้งอยู่บนพื้นฐานของสนธิสัญญาความมั่นคงระหว่างออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-สหรัฐอเมริกา ปี 1951 พันธสัญญาทั้งสองประเทศแนบแน่นถึงขั้น ออสเตรเลียประกาศใช้สิทธิตามสนธิสัญญากรณีสหรัฐอเมริกาถูกโจมตี 9-11 ประชาชนโดยทั่วไปของออสเตรเลียเองก็สนับสนุนพันธสัญญากับสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่

ขีดความสามารถของจีนที่เพิ่มขึ้นในเชิงการกีดกันประเทศอื่นให้ห่างจากน่านน้ำของตนหรือ Anti-access/Area-Denial (A2AD) กับการรักษาเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ ล้วนแต่ทำให้ออสเตรเลียมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐอเมริกา กำลังทหารที่เพิ่มขึ้นของจีนและประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีส่วนทำให้ออสเตรเลียมีความกังวลต่อความมั่นคงของตนเอง

แนวทางอย่างหนึ่งในการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศคู่พันธสัญญาป้องกันร่วมกันโดยรวมก็คือ การสร้างระบบปฏิบัติการทางทหารและยุทโธปกรณ์ที่เหมือนกัน ออสเตรเลียก็ดำเนินการเช่นนั้นโดยการประจำการเครื่องบินขับไล่ F-35 และ Aegis air combat system นอกจากนั้นยังมีการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐอเมริกาทุก 2 ปี หรือ Talisman Saber และร่วมในการซ้อมรบ RIMPAC ของ PACOM ทุกปี ออสเตรเลียยังได้รับสิทธิพิเศษในการผลิตยุทโธปกรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าสิทธิบัตรจากสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2011 ทั้งสองฝ่ายได้ประกาศการประจำการนาวิกโยธิน 2,500 นายที่ Darwin ทางเหนือของออสเตรเลีย พร้อมกับเรือรบและเครื่องบินรบในลำดับต่อไป สหรัฐอเมริกายังได้ขอให้ญี่ปุ่นให้ความร่วมมือกับออสเตรเลียในการปรับปรุงสมรรถนะเรือดำน้ำรุ่นใหม่ที่จะทดแทน Collins class ที่จะปลดประจำการ

อินเดีย

อำนาจทางทหารของอินเดียที่เพิ่มขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมาเป็นเรื่องกังวลสำหรับสหรัฐอเมริกาน้อยกว่าจีนเนื่องจากอินเดียเป็นประเทศประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันอินเดียก็ต้องการความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาเพื่อคานอำนาจกับจีนที่กำลังแผ่ขยายเข้ามาในมหาสมุทรอินเดียด้วย ในอดีตความสัมพันธ์ของอินเดียกับสหรัฐอเมริกาไม่ดีในยุคของสงครามเย็น เนื่องจากอินเดียใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียตและตามมาด้วยการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของอินเดีย แต่หลังจากการเยือนอินเดียของประธานาธิบดีคลินตันในปี 2000 ความสัมพันธ์ก็ดีขึ้นเป็นลำดับโดยสหรัฐอเมริกาให้ความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ในทางสันติ และ ขายอาวุธให้อินเดีย 8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินลำเลียงและเครื่องบินปราบเรือดำน้ำ แต่อินเดียยังคงสงวนท่าทีที่จะพึ่งพาอาวุธในเชิงโจมตีจากสหรัฐอเมริกา เช่น การปฏิเสธเครื่องบิน F-18 เป็นต้น

ความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกากับอินเดียจะมีความสำคัญในการรักษาดุลยภาพทางการทหารในมหาสมุทรอินเดียที่ควบคุมเส้นทางเดินเรืออันสำคัญยิ่งระหว่างช่องแคบโฮลมุสกับช่องแคบมะละกา อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกาไม่อาจใช้ฐานทัพทางทหารในอินเดียเป็นการประจำได้ เช่นเดียวกับประเทศในเอเชียอาคเนย์ ด้วยเหตุผลด้านอธิปไตยเหนือดินแดน

ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยดีและประเทศเพื่อนบ้านที่เริ่มใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทั้งสหรัฐอเมริกาและอินเดียต่างก็ต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์ต่อกัน

รัสเซีย

นโยบายต่างประเทศของรัสเซียอาจกล่าวได้ว่ามีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการคือ การสร้างเกียรติภูมิของรัสเซียและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราสูง เป้าหมายทั้งสองนี้อาจแปลงออกไปเป็นการสร้างบทบาทในย่านเอเชียแปซิฟิกในกระบวนการรวมตัวของภูมิภาคนี้ รัสเซียมีการซ้อมรบกับทั้งจีนและอินเดีย เสนอตัวเป็นทางเลือกแหล่งพลังงานของญี่ปุ่นภายหลังการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นอกจากนี้ยังเข้าร่วมในองค์กรพหุภาคีต่างๆ เช่น องค์กรความมือเซี่ยงไฮ้ APEC และการเจรจา 6 ฝ่ายกับเกาลีเหนือ เป็นต้น

----------------------------

ที่มา: “U.S. Force Posture Strategy in The Asia Pacific Region : An Independent Assessment,” Center for Strategic & International Studies, August 2012