ภาระกิจสำคัญประการหนึ่ง ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) คือ การปฏิรูปนโยบายด้านพลังงานของประเทศ
ถือเป็นนโยบายหลักของคสช. นับตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศเลยก็ว่าได้ และหากติดตามการมอบนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าคสช. ที่กล่าวไว้หลายครั้งในเรื่องพลังงานของประเทศ แต่ขณะนี้ยังไม่มีความแน่ชัดว่า การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศนั้นจะออกมาอย่างไร และจะมีผลบังคับใช้ตามแนวนโยบายแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม แนวนโยบายของคสช. อาจเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)ชุดใหม่ และการปรับเปลี่ยนโยกย้ายปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งการเข้ามาของผู้มีหน้าที่ชี้ขาดในแนวนโยบายด้านพลังงาน เราพอคาดเดาได้ว่าอย่างน้อยโครงสร้างพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ต้องอิงกลไกตลาดพอสมควร นั่นหมายความว่าภาครัฐจะลดระดับของการอุดหนุนราคาด้านพลังงานลงจากเดิม แต่จะมากน้อยแค่ไหนยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
หากใครติดตามนโยบายด้านพลังงาน ของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย จะพบว่าไม่มีความแตกต่างกันมากนัก โดยรัฐบาลอ้างเหตุผลการอุดหนุนราคาพลังงานที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันว่าต้องการช่วยเหลือและลดผลกระทบกับประชาชน ดังนั้นแทบทุกรัฐบาลจึงมีนโยบายไม่ต่างกัน นั่นคือ การควบคุมราคาเพลิง โดยเฉพาะก๊าซหุงต้มและน้ำมันดีเซล ซึ่งในกรณีก๊าซหุงต้มนั้นเป็นเรื่องของการลดค่าครองชีพ ส่วนเรื่องราคาดีเซลนั้นเป็นเรื่องของค่าขนส่ง เกรงว่าจะทำให้สินค้าขึ้นราคากันถ้วนหน้า
เมื่อราคาเชื้อเพลิงมีการนำมาใช้เป็นนโยบาย ช่วยเหลือประชาชนของพรรคการเมืองทุกรัฐบาล ทำให้ราคาเชื้อเพลิงกลายเป็นประเด็นการเมือง โดยแทบไม่ต้องฟังเหตุผลหรือหลักการทางเศรษฐศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ราคาพลังงานจึงเป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาล หากมีการปรับขึ้นก็จะถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม แต่หากอุดหนุนก็จะถูกวิจารณ์จากผู้ที่ไม่เห็นด้วย จนในที่สุดในทุกรัฐบาลมักจะเลือกตัดสินใจอุดหนุนต่อไป โดยประเมินว่าอย่างน้อยประชาชนส่วนใหญ่ก็ชื่นชอบ
เมื่อคสช.มีแนวนโยบายปฏิรูปพลังงานของประเทศในครั้งนี้ เราเห็นว่าเป็นจังหวะที่ดีอย่างมาก เพราะส่วนหนึ่งขณะนี้ประชาชนส่วนมากสนับสนุนการดำเนินงานของคสช. และเชื่อว่าคสช.ออกนโยบายมานั้นไม่มีนอก-ใน เหมือนรัฐบาลในภาวะปกติ ซึ่งหากคสช.ผลักดันนโยบายที่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศโดยส่วนรวม เราก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะหากเราเห็นว่าการอุดหนุนในรัฐบาลที่ผ่านมานั้นสร้างผลเสียระยะยาวให้กับประเทศแล้ว เราก็คงไม่ต้องการไปหานโยบายเช่นนั้นอีก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาพลังงานเป็นสินค้าอ่อนไหว โดยเฉพาะอ่อนไหวด้านอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน หากคสช.ต้องการปฏิรูปเพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว งานหนักของคสช.ก็คือการชี้แจงทำความเข้าใจ ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากที่สุดของกระบวนการปฏิรูปพลังงานของประเทศ การชี้แจงนั้นคสช.อาจต้องชี้แจงข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและเป็นประเด็นที่คนสงสัย ซึ่งเราเชื่อว่าการชี้แจงข้อมูลและเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้นที่จะทำให้คนมั่นใจในนโยบายและคสช.ก็จะทำงานอย่างราบรื่น






