นับตั้งแต่คณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา
และให้สัญญาเป็นโรดแมพ 3 ขั้นตอน ที่จะดูแลความมั่นคงและดับทุกข์ให้กับคนไทยในประเทศช่วง 3 เดือนแรก จากนั้นจะเป็นการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว และนายกรัฐมนตรีช่วงต้นเดือนกันยายน โดยยืนยันว่าจะคืนการเลือกตั้งและความสุขให้ประชาชนรวมทั้งทำให้ประเทศกลับมามีความสงบสุขรวมใช้เวลา 15 เดือนนั้นแต่ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวถูกจับจ้องจากนานาประเทศ แสดงมุมมองในทางลบกับการเข้ายึดอำนาจของคณะผู้นำทหาร โดยเฉพาะท่าทีล่าสุดจากสหรัฐฯ ตัดเงินช่วยเหลือกองทัพไทยอีก 4.7 ล้านดอลลาร์ รวมถึงการทบทวนย้ายการซ้อมรบทางทหาร Cobra Gold ที่ถือเป็นปฏิบัติการร่วมตั้งแต่ปี 2525 ขณะที่สหภาพยุโรปหรืออียูก็อ้างเป็นเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ ระงับการเยือนเป็นทางการระหว่างไทย-อียู และระงับการลงนามข้อตกลงความร่วมมือและหุ้นส่วนกับไทย พร้อมกับย้ำว่าจะทบทวนความร่วมมือทางทหาร
โดยมีอีก 7 ประเทศที่ออกอย่างแข็งกร้าวจนถึงท่าทีที่เป็นมิตร เริ่มจากแคนาดาเตือนการทำรัฐประหารไทยเป็นการละเมิดหลักประชาธิปไตย เตรียมทบทวนความสัมพันธ์ทวิภาคี ออสเตรเลียจี้ไทยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งวิถีประชาธิปไตย พร้อมลดระดับความร่วมมือทางการทหาร นิวซีแลนด์เรียกร้องให้กลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว ฟื้นฟูหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เสรีภาพสื่อและการชุมนุม แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านเช่นอินโดนีเซียก็มีแนวคิดจะเข้าแทรกแซงสถานการณ์ ในฐานะสมาชิกอาเซียน ถึงจะขัดกับธรรมเนียมอาเซียนที่ผ่านมา สิงคโปร์ซึ่งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนหลีกเลี่ยงความรุนแรง ย้ำไทยมีความสำคัญในอาเซียน ดังนั้นความวุ่นวายในไทยจะส่งผลต่อภูมิภาค ส่วนญี่ปุ่นเรียกร้องไทยกลับสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว พร้อมทบทวนแผนลงทุนในไทย รวมทั้งจีนที่คาดหวังจะเห็นสังคมไทยคืนสู่ความเป็นปกติโดยเร็วสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้แต่ยูเอ็นก็เรียกร้องให้ยึดหลักสิทธิมนุษยชน หลีกเลี่ยงความรุนแรง หาหนทางสร้างสันติสุขและความมั่นคงในระยะยาว
ดูเหมือนว่าสหรัฐและอียูออกมาเป็นหัวขบวนนำกดดันอย่างหนัก ราวกับว่าอาจจะมีก๊อกที่สองที่จะตอบโต้ไทยอีก โดยเว็บไซต์สถานทูตสหรัฐในไทย เผยแพร่เอกสารคำกล่าวของนายสก็อต มาร์เซียล รองผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ที่กล่าวต่อคณะอนุกรรมาธิการการต่างประเทศ ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนอ้างว่าเป็นสิ่งท้าทายที่สหรัฐกำลังเผชิญคือ การแสดงอย่างชัดเจนที่จะสนับสนุนให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยและเสรีภาพขั้นพื้นฐานโดยเร็ว รวมถึงการลดอันดับการค้ามนุษย์ในไทยที่ระดับต่ำสุดที่ Tier 3 หวังจะคว่ำบาตรการส่งออกสินค้าประมงจากไทยเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกด้านหนึ่ง อย่างไรก็ตามแม้ว่าหลายประเทศจะแสดงบทบาทหวังแทรกแซงกิจการในประเทศไทย โดยมองย้อนกลับไปเมื่อสมัยหนึ่งที่เราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเงินเมื่อ 17 ปีก่อนในยุคต้มยำกุ้งปี 2540 ไทยถูกบีบอย่างหนักให้เข้าโปรแกรมขอเงินกู้ช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
แต่ในวันนี้อาจเป็นวิกฤติของประเทศไทยครั้งใหญ่ หลังจากที่ได้ก้าวข้ามวิกฤติครั้งนั้นมาได้ โดยมีสหรัฐอยู่หลังฉากที่บีบคั้นเราจนทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียอิสรภาพในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของตัวเอง บทเรียนในคราวนั้นบอกให้เรารู้ว่า คนไทยต้องแสวงหาที่ยืนที่เป็นจุดยืนของตนเอง โดยที่เราจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศ ขจัดคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพื่อจะได้เดินหน้าบ่มเพาะคน พัฒนาเศรษฐกิจ ระบบทุน และเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยให้อยู่อย่างยั่งยืนในระยะยาวได้ และต้องไม่ใช่การเมืองที่เป็นระบบผลประโยชน์เข้ามาเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาประเทศได้อีก โดยคนไทยต้องมีโอกาสที่จะเลือกเส้นทางให้กับอนาคตประเทศ มากกว่าที่จะรอให้นานาประเทศมากำหนดกรอบให้เราเดิน









