รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นของเกมดังบนไลน์อย่าง "คุกกี้ รัน" ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง
จากวันก่อน ถึงวานนี้ (26 มิ.ย.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. ได้เรียกค่ายมือถือ และตัวแทนของกูเกิลในไทย เข้าร่วมหารือถึงมาตรการที่จะนำมาใช้ป้องกัน กรณีเด็กเล่นเกมคุกกี้ รัน ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้ปกครอง และเข้าไปซื้อไอเท่มในเกมที่ต้องเสียเงิน ซึ่งปรากฏบนบิลเรียกเก็บเงินเป็นหลักหลายแสนบาท
มาตรการออกมาอย่างไร คงได้รับทราบกันไปบ้างแล้ว ทั้งส่งเอสเอ็มเอสแจ้งเตือนผู้ปกครอง เมื่อเห็นความผิดปกติของค่าบริการที่เกิดขึ้น รวมไปถึงโอเปอเรเตอร์เองก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการปิดระบบให้บริการทันที ตั้งแต่ 30 พ.ค. เมื่อเห็นสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ถือว่าครั้งนี้โอเปอเรเตอร์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง "เอไอเอส" ได้ใจผู้บริโภค และกระแสสังคม ไปพอสมควร เพราะออกมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ประเด็นนี้ จะเห็นว่า เป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัยก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ขณะที่คนยังตามไม่ค่อยทัน ไม่ว่าจะออกกฎ ระเบียบใดๆ มา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องตามหลังเทคโนโลยีแทบทั้งนั้น ในเมื่อเราต้องวิ่งตามเทคโนโลยี เวลาใช้เทคโนโลยีก็ควรต้องมี "สติ"
ส่วนเด็กๆ น่าจะต้องฝึกวินัย ถ้าจะเล่นเกม ก็ต้องเล่นอย่างมีสติ ระมัดระวัง พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูแลเอาใจใส่บุตรหลาน ต้องรู้ว่าลูกหลานทำไรอยู่ ที่สำคัญควรสอนให้พวกเขาเคารพทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นด้วย หากไม่พร้อมจ่ายก็ไม่ควรเล่น อย่าฝึกให้เขากลายเป็นคนขี้โกงตั้งแต่เยาว์วัย ผู้ใหญ่ต้องฝึกเด็กให้รู้เท่าทันกลเกม อย่าให้หมกมุ่นมากเกินไป พาไปหากิจกรรมอื่นๆ ทำ ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาเล่นแต่เกม ที่เสียทั้งสุขภาพ แถมยังเสียเงินโดยใช่เหตุ
ก็คล้ายๆ กับกรณีที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับปัญหาการนำโทรศัพท์มือถือไปใช้ในต่างประเทศ ต้องเสียค่าโรมมิ่งไปหลายแสน หลายล้านบาท จะด้วยความเผลอเรอของตัวเอง หรือเพราะระบบของโอเปอเรเตอร์ที่หลุดรั่วก็ตาม
ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือ ผู้ใช้งานต้องหันมามองตัวเองด้วย ก่อนนำไปใช้เราศึกษาวิธีการใช้งานอย่างถี่ถ้วนหรือยัง ได้สำรวจค่าบริการในต่างประเทศที่จะไปก่อนหรือไม่ว่า ค่าบริการเป็นอย่างไร ซื้อซิมการ์ดเขาใช้ดีกว่าโรมมิ่งจากไทยดีกว่าไหม หรือสำรวจตรวจตราสมาร์ทโฟน แทบเล็ตให้ดีว่า ปิดระบบ ปิดการใช้งานที่จะทำให้เราต้องเสียเงินหรือยัง ถ้าไม่มั่นใจ ปรึกษาโอเปอเรเตอร์ก่อนไหมให้มั่นใจ จะใช้เทคโนโลยีก็ต้องรอบคอบ ไม่ใช่สักแต่ว่าจะใช้ พอเกิดปัญหาขึ้นมาก็ร้องโวยวายอย่างเดียว
ขณะที่ผู้ให้บริการ โดยเฉพาะค่ายมือถือก็ต้องมีระบบเตือนลูกค้า เป็นหูเป็นตา อย่างเอาแต่มองเป็น "ธุรกิจ" อย่างเดียว ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ปัจจุบันสามารถวิเคราะห์ถึงความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละคนได้ ต้องใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ เห็นลูกค้ารายไหนมีค่าบริการผิดปกติกว่าที่เคยเป็นมาต้องแจ้งเตือนทันที สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ผู้ให้บริการที่เอาใจใส่ลูกค้า ก็จะได้รับความไว้วางใจลูกค้าอย่างเต็มเปี่ยม
เทคโนโลยีที่วิ่งเร็วขนาดนี้ เราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เมื่อเกิดปัญหา อย่าผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว คิดจะใช้เทคโนโลยี ต้องใช้อย่างฉลาด ... และเคารพสิทธิทางปัญญาของผู้อื่นด้วย รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลก็ต้องคิดมากกว่าคอยไล่ตามแก้เมื่อปัญหาใหญ่โตขึ้นแล้ว









