วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปลวไฟในน้ำมัน

“หนึ่งสัปดาห์ยังยาวนานเกินไปในการเมือง” คำกล่าวในแวดวงรัฐศาสตร์เป็นความจริงเสมอ

เพราะเพียง 7 วัน เหตุการณ์หนึ่งใดอาจพลิกสถานการณ์บ้านเมืองจากหน้าเป็นหลังมือได้

แต่ในปัจจุบัน คำกล่าวนี้ไม่เพียงจะเป็นจริงในเชิงการเมืองเท่านั้น แต่เป็นจริงในเชิงเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน นั่นเป็นเพราะนับจากต้นเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ภาพของเศรษฐกิจโลกที่ดูดีขึ้น จากการขยายตัวที่ดีขึ้นของประเทศพัฒนาแล้วก็กลับเพิ่มความเสี่ยงอย่างน่าตกใจ

ความเสี่ยงนั้นคือราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น 5-10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลนับจากต้นเดือน หลังจากกระแสข่าวกองกำลังแบ่งแยกดินแดนในอิรักและซีเรียที่ชื่อ ISIS ได้บุกยึด “โมซูล” (Mosul) เมืองใหญ่อันดับสองที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอิรัก รวมถึงขยายอำนาจลงมาทางใต้จนเกือบจะยึดเมืองแบกแดดได้ และทำให้โลกเสี่ยงต่อวิกฤติพลังงานอีกครั้ง

คำถามสำคัญของวิกฤติครั้งนี้ต่อเศรษฐกิจโลกคือ วิกฤติครั้งนี้จะจบอย่างไร มีโอกาสแค่ไหนที่วิกฤติจะรุนแรงจนกลายเป็นสงครามในภูมิภาค และในกรณีเลวร้าย ราคาน้ำมันดิบรวมถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกจะเป็นเช่นไร การจะตอบคำถามเหล่านี้ได้นั้นจะต้องเข้าใจถึงที่มาของกองกำลัง ISIS นี้

ISIS หรือ Islamic State of Iraq and Greater Syria เป็นกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงที่มีต้นกำเนิดจากกองกำลังต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของซีเรีย และได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิคการรบจากขบวนการอัลเควด้า โดยมีจุดประสงค์เริ่มแรกเพื่อต่อต้านรัฐบาลซีเรีย รวมถึงขยายแนวคิดของอิสลามนิกายซุนนี ทำให้ชาวอิสลามนิกายเดียวกัน เช่นใน ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ศรัทธาและบริจาคเงินให้จำนวนมาก

แต่ต่อมา ISIS เริ่มมียุทธศาสตร์ที่รุนแรงและโหดเหี้ยมมากขึ้น และเน้นยึดเมืองตามภูมิศาสตร์ (ต่างจาก อัลเควด้าที่ไม่ได้เน้นเป้าหมายเพื่อยึดเมืองตามภูมิศาสตร์) โดยเคลื่อนกำลังลงใต้จากซีเรียเข้าสู่ทางตอนเหนือของอิรัก และล่าสุดเข้าใกล้ชายแดนจอร์แดน โดยมีเป้าหมายก่อตั้งรัฐอิสลามนิกายซุนนี รวมถึงปราบปรามผู้ต่อต้านและเห็นต่างอย่างรุนแรง โดยในแต่ละเมืองที่ ISIS เข้าบุกยึดนั้น จะบุกทลายเรือนจำและธนาคารกลางรวมถึงสถาบันการเงิน ทำให้ได้กองกำลังและสินทรัพย์เป็นจำนวนมาก (กล่าวกันว่ามีสินทรัพย์ถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

สาเหตุที่ ISIS ได้รับชัยชนะส่วนหนึ่งเป็นเพราะ นูริ อัลมาลากิ (Nouri al-Maliki) ผู้นำอิรักในปัจจุบันที่นับถือนิกายชีอะห์นั้นหัวรุนแรงและปลดแม่ทัพ รัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงชาวซุนนี รวมทั้งปราบปรามชาวอิรักผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง ทำให้ชาวซุนนีเห็นอกเห็นใจการต่อสู้ของ ISIS นอกจากนั้น การที่ประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐประกาศถอนทหารออกจากอิรักเร็วเกินไป ก็เป็นส่วนทำให้กองทัพอิรักอ่อนแอลงมากเช่นกัน

สถานการณ์ความรุนแรงที่มากขึ้นตามการบุกยึดเมืองต่างๆ ทางตอนเหนือรวมถึงบ่อน้ำมันของ ISIS ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบ 10 ดอลลาร์นับจากต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ทำให้ความเสี่ยงด้านการผลิตน้ำมันมีมากขึ้น ถึงแม้ว่าการยึดภาคเหนือจะไม่กระทบกำลังการผลิตรวมของอิรักเท่าใดก็ตาม เนื่องจากบ่อน้ำมันหลักที่มีกำลังการผลิตกว่า 80% ของกำลังการผลิตรวมของอิรักที่ประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันนั้นจะอยู่ทางตอนใต้ ซึ่ง ISIS ยังบุกไม่ถึง

ทั้งนี้ ในสถานการณ์เลวร้ายสุด หาก ISIS สามารถบุกยึดเมืองตอนใต้ของอิรักที่มีบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ จะทำให้กำลังการผลิตจำนวน 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันหายไป ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นสู่ระดับ 130-140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเช่นเดียวกับช่วงปี 2551 ก็เป็นได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งกระฉูดได้ และทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมความคาดหวังเงินเฟ้อ นอกจากนั้น เงินเฟ้อที่พุ่งกระฉูดก็จะเป็นปัจจัยกดดันต่อการฟื้นของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง (ในกรณีของไทย หากราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ระดับ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลติดต่อกันเกิน 3 เดือน อาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นในระดับ 7.5% ได้)

ถ้าเป็นเช่นนั้น โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายสุดจะเป็นเช่นไร รวมถึงเหตุการณ์ใดที่จะทำให้โลกรอดพ้นจากวิกฤติน้ำมันครั้งใหม่ได้

ส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนมองว่าโอกาสที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายสุดตามกรณีข้างต้นเป็นไปได้บ้าง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากแม้ว่าในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ISIS จะสามารถบุกยึดเมืองทางตอนเหนือไล่มาจนถึงแบกแดด (ณ 23 มิ.ย. ISIS ยังตีแบกแดดไม่ได้) แต่โอกาสที่จะบุกยึดแบกแดด รวมถึงสามารถลงไปบุกยึดบ่อน้ำมันทางตอนใต้นั้นไม่ง่ายนัก เนื่องจากแบกแดด รวมถึงภาคใต้ของอิรักมีพลเมืองชีอะห์ค่อนข้างมาก ดังนั้นอาจเห็นการต่อต้านจากกองกำลังชีอะห์ที่รุนแรงมากขึ้น รวมถึงสหรัฐอาจให้กำลังสนับสนุนทางอากาศมากขึ้นด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่า เงื่อนไขที่จะทำให้วิกฤติครั้งนี้คลี่คลายไปนั้น มี 3 ประการ คือ หนึ่ง รัฐบาลอิรักอาจต้องเปลี่ยนผู้นำ หรือปรับปรุงรูปแบบการปกครองประเทศให้เข้าสู่รูปแบบสาธารณรัฐ โดยต้องให้สิทธิให้เสียงแก่ชาวซุนนีได้มีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ ซึ่งจะเป็นการแยกกลุ่มซุนนีหัวปานกลางออกจากกลุ่มหัวรุนแรงได้

สอง สหรัฐจะต้องสนับสนุนด้านการทหารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ ข่าวกรอง รวมถึงการสนับสนุนทางอากาศ เพื่อให้กองกำลังอิรักมีเขี้ยวเล็บมากขึ้น และ สาม ผู้สนับสนุนอื่น ๆ เช่น อิหร่าน (นิกายชีอะห์) ซาอุดีอาระเบีย (นิกายซุนนี) ต้องเห็นพ้องกันว่า สถานการณ์ปัจจุบันอาจทำให้ทั้งภูมิภาคและโลกเสี่ยงต่อสงครามระดับโลก รวมทั้งวิกฤติอีกครั้ง ซึ่งการจะรอดพ้นได้นั้น จะต้องไม่ให้การสนับสนุนต่อกองกำลัง ISIS นี้

ท้ายที่สุด ชาวโลกรวมทั้งไทยต้องตระหนักว่า การพึ่งพิงพลังงานเชื้อเพลิงจากน้ำมันเช่นปัจจุบัน จะทำให้โลกเสี่ยงต่อวิกฤติน้ำมันเช่นปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง (เนื่องจากแหล่งน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ที่ประเทศที่มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์) ผู้ที่ชาญฉลาดและลดการพึ่งพิงพลังงานเท่านั้น จึงจะมีความมั่นคงเชิงพลังงานในระยะยาว