ใกล้ผ่านเดือนแรกของการยึดอำนาจการปกครองโดย คสช. ทุกอย่างดูราบรื่น ลื่นไหล อะไรๆ ก็ง่ายกว่าที่คิด และมหาชนขานรับ
ความขัดแย้งระหว่างผู้มีรสนิยมและความคิดเห็นแตกต่างกันทางการเมือง จากเดิมที่เคยหวั่นว่าจะลุกลามกลายเป็น"สงครามกลางเมือง"ผ่านมาไม่ถึง 1 เดือนใต้เงาท็อปบูท ปรากฏบรรยากาศการปรองดองสมานฉันท์ดีเกินคาด
แกนนำกลุ่มเสื้อสีสายฮาร์ดคอร์ นิยมความรุนแรงทั้งหลายประกาศยอมวางมืออย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าสุดท้ายปรองดองสำเร็จ คงต้องลงประกาศในกินเนสบุ๊คว่าเป็นประเทศแรกในโลก ที่แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการรัฐประหาร...
ส่วนการจัดระเบียบสิ่งผิดกฎหมายทั้งใต้ดินบนดิน ก็มีการดำเนินการอย่างเฉียบขาดตั้งแต่ไล่จับอาวุธสงคราม ตามด้วยบ่อนการพนัน จัดการมาเฟียผู้มีอิทธิพลที่มีพฤติการณ์คุมวินและเรียกผลประโยชน์จากแท็กซี่ รถตู้ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ล่าสุดได้ข่าวจะลุยถึงขั้นพวกขายลอตเตอรี่เกินราคา!
ปรากฏว่านโยบายสไตล์จัดระเบียบสังคมได้รับการตอบรับจากประชาชนทุกสาขาอาชีพอย่างกว้างขวาง ไม่นับนโยบายคืนความสุขประเภทถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกให้ดูฟรีทุกนัด หรือเปิดโรงหนังให้ชมภาพยนตร์สมเด็จพระนเรศวรภาค 5 กันฟรีๆ
สรุปเดือนแรกต้องบอกว่า คสช.สอบผ่านฉลุย...
แต่ปัญหาที่ได้ยินได้ฟังมาจากหลายคน หลายสาขาอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มที่โดนรีดไถจากบรรดามาเฟียผู้มีอิทธิพลก็คือ"การยืนระยะ"หรือการแก้ปัญหาให้"ยั่งยืน"จะทำได้อย่างไร
โชเฟอร์แท็กซี่รายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนไปรับผู้โดยสารแถวใต้สะพานต่างระดับรังสิต เจอแก๊งมาเฟียรีดไถ ไม่รู้ใช้กฎหมายมาตราไหนสั่งห้ามรถเปล่าไม่ให้เข้าไปรับผู้โดยสาร แท็กซี่ที่เข้าไปได้ต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นรายวัน รายอาทิตย์ รายเดือน หนำซ้ำคนที่มาเก็บเงิน บางทีก็เป็น"เจ้าหน้าที่"กันเห็นๆ
แท็กซี่วินนี้ เมื่อโดนรีดส่วยหนักๆ เข้าก็ต้องผลักภาระให้ผู้โดยสาร จึงเกิดรายการ"ไม่กดมิเตอร์"
ทีนี้วินย่านรังสิต ผู้โดยสารที่เป็นกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด บางรายเป็นคนแก่ เข้ากรุงมาเพื่อเยี่ยมลูกหลาน หอบข้าวสารเป็นกระสอบมาฝาก ปรากฏพอเรียกแท็กซี่ก็เจอราคาเดียว"500 บาท"ไม่มีกดมิเตอร์ ไม่มีต่อรอง ไอ้ครั้นจะลงไปหารถอื่นก็ไม่รู้ทาง จะขึ้นรถเมล์ก็หิ้วของพะรุงพะรัง สุดท้ายต้องจำยอมควักกระเป๋า 500 ทั้งๆ ที่ถ้ากดมิเตอร์อาจเสียแค่ 150-250 บาท เรียกว่าฟันกำไรเป็นเท่าตัว
นี่คือตัวอย่างความเลวร้ายของแก๊งมาเฟีย อิทธิพล รวมทั้ง"คนมีสี"ที่หากินกับความยากจนของคนที่ไม่มีทางเลือก ไม่ต่างทำนาบนหลังคน เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะแค่รังสิต แต่ขนาดถนนกลางกรุงบางสายอย่างสีลม ก็มีรายการ"รถไร้ผู้โดยสารห้ามเข้า"เช่นกัน
เมื่อ คสช.ออกมาจัดระเบียบวิน ปรากฏว่ามาเฟียอิทธิพลหายเรียบ โชเฟอร์แท็กซี่พากันดีใจ แต่ก็ไม่วายกังวลว่าถ้าต่อไปมีรัฐบาลใหม่ หรือทหารถอยกลับเข้ากรมกองไปแล้ว บรรดากลุ่มรับประทานหัวคิว สวาปามส่วย จะออกมาแสวงหาผลประโยชน์อย่างเดิมหรือไม่
ความกังวลใจที่ว่านี้ไม่ต่างจากกรณีอื่นๆ ที่ คสช.เข้าไปจัดการ จัดระเบียบ อย่างเรื่องการสร้างความปรองดอง ก็เริ่มมีเสียงให้ได้ยินกันแว่วๆ ว่าเป็นช่วง"พักรบ-พักร้อน"ชั่วคราว เพราะน้ำกำลังเชี่ยว เมื่อใดที่กระแสอ่อนแรง หรือถึงวาระต้องหย่อนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะช้าหรือเร็วก็ไม่มีทางเลี่ยงได้ วันนั้นอาจมีรายการ"โหวตหักหน้า"ให้ได้เห็นกัน และความขัดแย้งก็อาจลุกลามหนักข้อยิ่งกว่าเดิม
ทั้งหมดนี้คือความห่วงใยจากหลายๆ คน หลายๆ ฝ่าย พร้อมๆ กับคาดหวังว่า คสช.จะรับรู้รับทราบในประเด็นเหล่านี้ และเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่ต้นตอ ที่รากเหง้า ใช้น้ำดีไล่น้ำเสียอย่างแท้จริง และสร้างระบบที่ดีเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ไม่ใช่ทำแบบไฟไหม้ฟางให้คนไทยผิดหวังเหมือนๆ ที่เคย...









