วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไม่ต่อต้านชาติที่เห็นต่าง'

นักการทูตไทยประจำประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ได้รับการบอกเล่าจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในระหว่างการประชุม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ไทยไม่ต่อต้านชาติที่เห็นต่าง” เพียงขอ “กำลังใจ” ให้ก้าวผ่านปัญหาขณะนี้

อีกทั้งยังบอกว่าขอให้ชี้แจงกับประเทศต่าง ๆ ว่าอยากให้เป็นมิตรกับประเทศไทย อย่าให้ใครไปใช้ประเทศนั้น ๆ เป็นฐานความเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านไทย

น่าสนใจว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันกับตัวแทนประเทศไทยในต่างประเทศว่า ให้ไปบอกกับชาวโลกว่าการเปลี่ยนผ่านหลังรัฐประหารมีกรอบเวลาที่ชัดเจน คือจะจัดตั้งรัฐบาลภายใน 3 เดือน

และ 3 เดือนที่ว่านี้ให้นับย้อนกลับไปวันที่ 22 พฤษภาคมด้วย

ในกรอบเวลานี้จะมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว, สภาปฏิรูป, และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนสิงหาคม

และชัดเจนด้วยเช่นกันว่าหลังจากการตั้งรัฐบาลแล้ว คสช.ยังไม่หายไปไหน จะดูแลความสงบควบคู่ไปกับรัฐบาล

ที่ยังไม่มีวันเดือนปีที่แน่นอนคือ กำหนดวันเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์บอกว่า “ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

คำว่า “ขึ้นอยู่กับสถานการณ์” นี่แหละคือเครื่องหมายคำถามทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากยังอยู่ในกรอบ “3 เดือน บวก 1 ปี” อย่างที่เคยประกาศเอาไว้ ก็ยังพอจะอธิบายได้ว่า “สถานการณ์” ที่ว่านี้ควรจะนิ่งพอสำหรับการกลับไปสู่การเลือกตั้งในกรอบเวลานี้

คำประกาศว่า คสช. จะ “ไม่ต่อต้านชาติที่เห็นต่าง” นั้นเป็นจุดยืนทางการที่ถูกต้องและมีความสำคัญยิ่ง เพราะผู้นำ คสช. ก็ยอมรับว่าคงมีหลายประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร และแม้แต่ คสช.เองก็บอกว่าไม่ได้ต้องการจะเข้ามาเพื่อกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อตนเอง หากแต่ต้องการจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองระยะสั้น เพื่อประเทศไทยจะได้ลุกขึ้นเดินได้ต่อไปในฐานะประเทศที่ยังยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากล

ต่างชาติที่ “ไม่เห็นด้วย” คสช. ต้องเข้าใจ

ต่างชาติที่ “เข้าใจ” คสช. ก็ต้องขอบใจ

และเชื่อว่าต่างชาติทั้งที่ไม่เห็นด้วยและเข้าใจ ก็ต้องการจะเห็นไทยกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และคงไม่ต้องการเห็นประเทศไทยเสื่อมทรามกลายเป็น “รัฐล้มเหลว” เพราะความขัดแย้งที่เคยทำท่าว่าจะกลายเป็น “สงครามกลางเมือง”

ประเทศไทยมีความสำคัญต่อประชาคมโลก ในฐานะที่มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมีศักยภาพทางด้านการเมืองและความมั่นคง ที่ไม่ได้แพ้ใครในอาเซียน แต่เพราะความล้มเหลวของระบอบการเมืองและคุณภาพนักการเมืองที่ยังต่ำกว่ามาตรฐาน ทำให้เกิดภาวะวิกฤติที่ไม่มีใครอยากเห็น

คสช.จึงต้องรักษาดุลยภาพแห่งอำนาจในช่วงนี้อย่างรอบคอบ และไม่ให้ภาวะความไม่ปกติชั่วคราว ทำให้ฐานะทางการทูตระหว่างประเทศต้องโอนเอียงไปหาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนเสียประโยชน์ของประเทศ

ชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ สหภาพยุโรป หรือออสเตรเลีย เสียงไม่เห็นด้วยและต่อต้านดังกว่าประเทศอื่น แต่ก็ไม่จำเป็นที่ คสช. หรือรัฐบาลชั่วคราวที่จะตั้งขึ้นภายในสามเดือนนี้จะมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ เพราะนี่คือภาวะความตึงเครียดทางความสัมพันธ์ระยะสั้น การทูตและการเมืองระหว่างประเทศนั้นต้องมองระยะกลางและระยะยาวเป็นหลัก

ดังนั้น หน้าที่ของ คสช. และรัฐบาลชั่วคราวคือ การชี้แจงอธิบายทั้งทางการและส่วนตัวกับผู้นำและกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ในโลกตะวันตกว่า Road Map ที่ประกาศนั้นจะทำจริงจังอย่างไร และมีแนวทางที่จะให้เกิดความมั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่ตกอยู่ในสภาพอีหลักอีเหลื่ออย่างนี้อีกนานเกินควร

ต่อชาติในเอเชียที่ไม่ได้ออกมาต่อต้าน และแสดงความเข้าใจผสมกับความห่วงใยนั้น คสช.ย่อมจะมีความรู้สึกที่ดีกว่า ถือเป็น “มิตรในยามยาก” ได้ แต่ขณะเดียวกันก็จะต้องประคับประคองความสัมพันธ์ให้ดีระหว่างกลุ่ม “เพื่อน” ที่อาจจะไม่เป็นมิตรระหว่างกันเท่าไหร่

แน่นอนว่า อาเซียนมีความสำคัญอันดับต้น ๆ สำหรับประเทศไทย ดังนั้นการสื่อสารความคืบหน้าของการทำงานของ คสช. กับเพื่อนอาเซียนจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพราะเขาถือว่าไทยเป็นแกนหลักของอาเซียนมาตลอด และเราต้องแสดงความพร้อมที่จะฟื้นกลับไปสู่ความเป็นเพื่อนแท้อย่างมุ่งมั่นและจริงใจ

ต่อจีน และญี่ปุ่น ไทยจะต้องตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของการคบหากับยักษ์ใหญ่เอเชียทั้งสอง เพราะการรักษาดุลถ่วงให้เหมาะสมเป็นหัวใจของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

สองชาติใหญ่เอเชียเป็นเพื่อนเราทั้งคู่ ต่างก็มีเป้าหมายทางการเมืองและเศรษฐกิจในไทย แต่ต่างก็มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกัน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบนโยบายต่างประเทศของไทยในจังหวะนี้ ที่จะต้องคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์กับสองชาตินี้อย่างระมัดระวัง รักษาระยะห่างที่ถูกต้องและคงไว้ ซึ่งการไปมาหาสู่กันอย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นความผูกพันระหว่างรัฐต่อรัฐ, กองทัพต่อกองทัพ, เอกชนต่อเอกชน, และประชาชนต่อประชาชนในทุกรูปแบบ

เมื่อไทย “ไม่ต่อต้านชาติที่เห็นต่าง” ก็ต้องทำให้เงื่อนไขที่เห็นต่างนั้นหมดไปในกรอบเวลาที่ชัดเจนและสมเหตุสมผลในทุก ๆ ด้าน

ไม่ใช่ภารกิจที่ง่าย แต่เป็นภารกิจที่มาพร้อมกับการตัดสินใจ ตั้งแต่นาทีแรกที่จะก้าวเข้าสู่การอาสามาแก้ปัญหาวิกฤตของบ้านเมืองแล้ว

เพราะเราไม่ต้องให้ต่างชาติกดดันให้เป็นประชาธิปไตย คสช.ก็คงตระหนักอยู่แล้วว่า คนไทยกันเองนี่แหละก็ต้องการให้สังคมไทย กลับเข้าสู่ประชาธิปไตยที่มีกติกาที่ชอบธรรม มีวินัย และเคารพในความเห็นต่างอย่างผู้มีอารยะไม่น้อยไปกว่าคนตะวันตกเช่นกัน