มาตรการระยะกลาง
1.5 กำหนดให้สิทธิประโยชน์ผู้เสียภาษีเงินได้ที่ได้ยื่นแบบในหลายกรณีเช่นการให้กู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐ
การให้สิทธิรักษาพยาบาล การชดเชยของรัฐให้แก่ผู้เสียภาษีเมื่อกรณีธุรกิจเกิดปัญหา เช่น น้ำท่วม ไฟไม่มี เมื่อให้สิทธิก็ต้องส่งเสริมให้ทุกคนทราบว่าการเสียภาษีเงินได้เป็นหน้าที่ของทุกคนและมีสิทธิประโยชน์จากการเสียภาษีเงินได้ให้กับรัฐบาลด้วย
1.6 พิจารณาเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นของบุคคลธรรมดาในตลาดหลักทรัพย์ในอัตราไม่เกิน 10% โดยให้ผู้ลงทุนหักผลขาดทุนได้ ทั้งนี้ ยกเว้นสำหรับการลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นเกินกว่า 6 เดือน
1.7 ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้จากการให้ที่อ้างเรื่องอุปการะเลี้ยงดูตามศีลธรรมจรรยาหากเกินสมควร โดยกำหนดให้ไม่เกิน 10 ล้านบาท และหากเก็บก็อาจใช้อัตราไม่เกิน 15% แทนที่จะใช้อัตราสูงสุด
1.8 ยกเลิกการหักค่าใช้จ่ายการหักเหมาสำหรับผู้ประกอบธุรกิจและการจัดตั้งคณะบุคคลเพื่อกระจายภาระภาษี
2. การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคล : มีมาตรการเร่งด่วนและระยะกลาง
2.1 มาตรการเร่งด่วน
ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลง 20% และยกเลิกการเก็บภาษีเงินปันผลกรณีบริษัทได้รับและผลได้จากทุน (capital gain) สำหรับบริษัทถือหุ้นเกิน 6 เดือนหรือ หรือ 1 ปี โดยเริ่มจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อน รวมทั้งกรณีการลดสิทธิประโยชน์ ยกเว้นภาษีเงินได้ BOI ลง โดยอาจเก็บในอัตราต่ำกว่าปกติ เช่น เริ่มจาก 10% และปรับเป็น 15% จนถึง 20% ก่อนก็จะทำให้รัฐเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้นโดยเริ่มจากธุรกิจใหม่ ไม่กระทบสิทธิ BOI เดิม และหากจะให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ควรจะส่งเสริมเฉพาะกิจการที่จำเป็นจริงๆ สำหรับการพัฒนาประเทศเท่านั้นซึ่งไม่ควรมีมากรายการ
2.2 มาตรการระยะกลาง
(1) เสนอการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาและพัฒนาสังคมหรือตามนโยบายพิเศษ การหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาหรือความรับผิดชอบต่อสังคม และการลงทุนใหม่ รวมถึงการที่บริษัทขนาดใหญ่เข้าไปช่วยลงทุนช่วยเหลือบริษัท SME ให้เข้มแข็งโดยลักษณะการที่ให้เอกชนมีบทบาทส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมและการศึกษา เช่น การหักค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา (R.D.) (โดยปัจจุบันก็มีอยู่แต่มีเงื่อนไขมาก) หรือการนำค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและสังคมให้มากกว่า 2% ของรายรับ ทั้งนี้ เพื่อให้เอกชนมีบทบาทในการพัฒนาสังคม แข่งขัน แบ่งปันการเรียนรู้ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยตรง แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขและวิธีการที่โปร่งใสตรวจสอบได้เพราะปัจจุบันการให้รัฐบาลเข้าไปส่งเสริมธุรกิจในเชิงลึกหรือลงทุนเพื่อยกระดับการศึกษาของประชาชนและผู้ด้อยโอกาสในสังคมก็ยังขาดประสิทธิภาพ การให้เอกชนมีบทบาทในการส่งเสริมและมีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือที่เรียกว่า CSR (Corporate Social Responsibility) ให้มีบทบาทอย่างแท้จริง รวมตลอดถึงการให้หักค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาได้ในอัตราพิเศษสำหรับการขยายการลงทุนใหม่ในธุรกิจที่รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายเช่น เสนอให้บริษัทเอกชนใหญ่ลงไปช่วยเหลือธุรกิจ SME (ในรูปการให้ความช่วยเหลือการเงิน การผลิต การบริหาร) ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ให้หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า เป็นต้น
(2) การแก้ไขเรื่องภาษีของตลาดทุนไทยไม่ว่าจะเป็นภาษี Venture Capital ภาษีการควบกิจการ รวมถึงการยกเว้นภาษีเงินได้จาก capital gain ของบริษัท การใช้ผลขาดทุนของบริษัทควบกิจการได้ รวมทั้งการพิจารณาให้กลุ่มบริษัทสามารถยื่นเสียภาษีรวมได้โดยบริษัทในเครือเพื่อให้ภาษีตลาดทุนไทยได้มาตรฐานสากล
(3) การกำหนดมาตรฐานทางบัญชีภาษีอากรและมาตรฐานทางบัญชีให้สอดคล้องกันยกเว้นบางเรื่อง
(4) กำหนดให้บริษัทที่เสียภาษีเงินได้หรือมีกำไรเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิในการยื่นประมูลงานของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจได้ โดยขึ้นอยู่กับประเภทของงานและผลกำไรต่อรายรับอันจะส่งผลให้บริษัททำงบการเงินที่ตรงไปตรงมาและโปร่งใสเพื่อรับงานจากหน่วยงานของรัฐ
(5) ลดอัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อยู่ในอัตราเดียวกันและมีกลไกการคืนภาษีที่รวดเร็ว
(6) เพิ่มมาตรการยกเว้นเบี้ยปรับเงินให้แก่นิติบุคคลที่ได้ยื่นเสียภาษีก่อนใช้กฎหมายใหม่และต้องมีโทษที่รุนแรงหากยังคงพบว่ามีการหนีภาษีกรณีเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา
3. การปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม : มาตรการระยะกลาง
3.1 ควรมีการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามขั้นบันไดเป็นเริ่มจาก 8, 9, 10% ภายใน 3 ปี (เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยขณะนี้ต่ำที่สุดในโลกอยู่แล้ว) โดยอาจเริ่มปี 2558 เพื่อชดเชยกับเงินได้ที่หายไปจากการลดภาษีเงินได้ แต่มีการแก้ไขการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้รวดเร็ว
3.2 มีมาตรการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับผู้มีรายได้น้อยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน หรือหากไม่ยกเว้นอาจมีการให้ออกบัตรเครดิตภาษีหรือคูปองเท่ากับภาษีมูลค่าเพิ่ม 8-10% ของรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท เพื่อใช้ชำระค่าน้ำค่าไฟให้ทางราชการหรือเป็นคูปองเงินสดเพื่อชดเชยการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
3.3 ปรับปรุงโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม การขายแบบฝากขาย หรือ consignment ให้ใช้บังคับกับห้างสรรพสินค้าหรือ super store เพื่อให้ผู้ผลิตขายสินค้าโดยไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อส่งมอบสินค้า กำหนดเงื่อนไขให้มีลักษณะผ่อนปรนและบริหารจัดการได้ง่ายเพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าระดับ SMEไม่ต้องแบกรับภาระภาษีในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแก่ห้างสรรพสินค้า
3.4 ปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม การส่งออกของผู้ประกอบการที่ไม่ได้เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ให้ใช้ภาษี 0% ได้ง่ายขึ้น
โปรดติดตามตอนต่อไป
*********************
ข้อเสนอนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ผูกพันองค์กรที่ผู้เขียนปฏิบัติหน้าที่อยู่









