ผมเอารูปนี้มาให้ดู เพื่อจะได้เห็นว่าความตึงเครียดทางการเมือง ระหว่างสหรัฐกับจีน และระหว่างจีนกับญี่ปุ่น
กำลังกลายเป็นสงครามการสืบหาข่าวกรอง และตรวจสอบกันอย่างร้อนแรงอีกครั้งหนึ่ง
ภาพนี้เป็นแผนปฏิบัติการใช้เครื่องบินไร้คนขับโดรนของสหรัฐ ที่บินเหนือจีนและเกาหลีเหนือ เพื่อตรวจตราข่าวกรองและความเคลื่อนไหวของจีน แม้ว่าปักกิ่งจะประกาศเขตปกป้องตนเองทางอากาศ ใครเข้ามาจะต้องขออนุญาตก่อน แต่วอชิงตันไม่สนใจ ยังคงส่งเครื่องบินบินเหนือน่านฟ้าจีนในรูปแบบต่างๆ เพื่อทดสอบดูว่าจีนจะกล้าปะทะทางอากาศหรือไม่
ถึงวันนี้ จีน ก็ยังไม่ได้ส่งเครื่องบินขึ้นไปสกัดกั้นเครื่องบินของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น B-52 ที่เป็นเครื่องบินรบรุ่นเก่าหรือเครื่องบินไร้คนขับ อย่าง Drone
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ประกาศตัวชัดเจนว่า จะต้องเพิ่มสมรรถภาพทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ และส่งเรือลาดตระเวนชายฝั่งไปให้ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ เวียดนามแล้ว เพื่อประกาศยืนยันว่าพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับจีนในน่านน้ำที่เป็นข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่น และสมาชิกอาเซียนบางประเทศ
วันก่อน เครื่องบินจีนบินเฉียดเครื่องบินญี่ปุ่นเหนือทะเลจีนตะวันออก ทำให้โตเกียวออกมาโวยวายว่า จีนกำลังใช้วิธีการข่มขู่คุกคาม และ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นชินโซ อาเบะ ออกมาแถลงด้วยน้ำเสียงกร้าวว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้จีน เป็นอันขาด
ไม่เพียงเท่านั้น รัฐสภาญี่ปุ่นยังมีมติประท้วงจีนกรณีนี้อย่างเปิดเผยด้วย ทำให้กระทรวงต่างประเทศจีนตอบโต้ว่า การกระทำของฝ่ายนิติบัญญัติของญี่ปุ่นครั้งนี้ เป็นการแสดงความ “ไม่รับผิดชอบ” เพราะว่าเป็นการใช้เหตุการณ์นี้มาบิดเบือนสิ่งที่ญี่ปุ่นเรียกว่าเป็น “การคุกคามจากจีน” และเป็นการใส่ร้ายป้ายสีจีนอย่างจงใจ
จีน อ้างว่า เครื่องบินญี่ปุ่นสองลำ คือ OP-3C และ YS-11EB ได้ละเมิดน่านฟ้าจีนเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม เพื่อจะป่วนการซ้อมรบทางทะเลระหว่างจีนกับรัสเซีย
จีน ได้ประกาศเขตป้องกันทางอากาศ หรือ Air Defence Identification Zone (ADIZ) เหนือทะเลจีนตะวันออก และยืนยันว่าใครบินผ่านเข้ามาจะต้องขออนุญาตก่อน
อีกด้านหนึ่ง ฟิลิปปินส์ไปฟ้องศาลโลกที่กรุงเฮก โดยขอให้พิจารณาตัดสินข้อพิพาทว่าด้วยสิทธิเหนือหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้
ฟิลิปปินส์ ยื่นเอกสารหนาถึง 4,000 หน้า เพื่อยืนยันว่าหมู่เกาะแห่งนี้เป็นของตน หลังจากที่สองประเทศไม่อาจจะแก้ปัญหาด้วยการเจรจา
ศาลโลก รับเอกสารฟ้องจากฟิลิปปินส์แล้ว ก็ขอให้จีนแสดงเอกสารฝ่ายตนก่อนวันที่ 15 ธันวาคม แต่กระทรวงต่างประเทศจีนบอกว่าไม่สน และจะไม่ยื่นเอกสารตอบโต้กับศาลโลก แต่อย่างใด
ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ที่เรียกอย่างภาษาทางการ ว่า United Nations Convention of the Law of the Sea (UNCLOS) แต่ปักกิ่งไม่ยอมลงนามในข้อตกลงว่าด้วยกระบวนการไกล่เกลี่ยในกรณีมีข้อพิพาทภายใต้ข้อตกลงนี้ จึงประกาศว่าใครจะฟ้องศาลโลกก็ฟ้องไป แต่จีนไม่เกี่ยวและไม่ต่อรอง ไม่ไกล่เกลี่ย
จีน ยืนกรานมาตลอดว่า วิธีการแก้ปัญหาข้อพิพาทอย่างนี้ดีที่สุด คือ การพูดจากันทั้งสองฝ่าย แต่ประเทศที่มีเรื่องมีราวกับจีน มักจะไม่อยากจะพูดกัน “สองต่อสอง” เพราะเจรจากันแล้ว มักจะไม่ได้เรื่อง
นายกฯ เวียดนาม เหงียน ตัน ดุง บอกที่ประชุม World Economic Forum ที่มะนิลาเมื่อเดือนก่อนว่า “เราได้พยายามทุกวิถีทางในการเจรจากับจีนแล้ว” แต่ก็ไม่อาจจะบรรลุความเข้าใจได้แต่อย่างไร
ฮานอย ก็ขู่ว่าจะฟ้องจีนในศาลโลกเช่นกัน
แม้ว่า จีน จะประกาศไม่สนใจไยดีกับใครที่จะไปฟ้องศาลโลก แต่หากประเทศเล็กๆ รวมตัวกันกดดันปักกิ่งตลอดเวลา มังกรยักษ์ก็มีสิทธิจะวอกแวกได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีเจ้าอินทรียักษ์บินวนเวียนอยู่ข้างบน...ตลอดเวลา








