ผมได้เขียนบทความเรื่องการปฏิรูปภาษีมาตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมาหลายครั้ง รวมทั้งบทความแผนปฏิบัติ (Roadmap)
เพื่อปฏิรูปประเทศไทยใน 4 ด้าน (LETS Reform Thailand) คือ (1) การปฏิรูปกฎหมาย (Legal Reform) (2) การปฏิรูปการศึกษา (Education Reform) (3) การปฏิรูปภาษี (Tax Reform) และ (4) การปฏิรูปสังคม (Social Reform) แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาดูเหมือนว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ให้ความสำคัญ
ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะรัฐประหารที่หัวหน้าคณะ คสช. มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้งด้านบริหารและนิติบัญญัติ ที่สามารถบริหารราชการแผ่นดินและตรากฎหมายได้ตามความจำเป็นแม้กระบวนการนี้จะไม่เป็นที่ยอมรับตามหลักประชาธิปไตยในสายตานักวิชาการและบรรดาประเทศตะวันตกบางประเทศก็ตาม
ในห้วงวิกฤติทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนและในสายตารัฐบาลต่างประเทศบางประเทศเช่นนี้ การเร่งที่จะเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศคืนมาโดยเร็วนั้นเป็นสิ่งที่ คสช. ควรต้องรีบเร่งดำเนินการ
ผมจึงขอเสนอว่าประเทศไทยต้องพลิกวิกฤติเหล่านี้ให้เป็นโอกาสของประเทศ โดยมีแผนปฏิบัติ (Roadmap) โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและภาษีในรูปแบบการปฏิรูปประเทศด้วยกระบวนการแบบเร่งด่วน หรือที่เรียกว่า Fast Track โดยวิธีการตรากฎหมายที่มีความสำคัญในการปฏิรูป ด้านต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว เร่งด่วน เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยทันที เพราะในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยติดกับดักในเทคนิคทางกฎหมายมากมายหลายเรื่อง เช่น กระบวนการเรื่องความชอบด้วยกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ ความล่าช้าในการร่างและผ่านกฎหมายในระบบรัฐสภา และที่สำคัญมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ไม่เลือกปฏิบัติ อันเป็นปัญหาเชิงระบบและตัวบุคคล รวมทั้งการกล่าวอ้างระบบเสียงข้างมากในการตรากฎหมายโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรมและสิทธิประชาชนเสียงข้างน้อยที่จะทำอะไรก็ได้
การที่สถานการณ์ในประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปที่มีคณะ คสช. ที่สามารถบริหารราชการแผ่นดินและตรากฎหมายได้ด้วยความรวดเร็วกว่าสถานการณ์ปกติ ผมจึงขอเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปในแต่ละด้านที่สำคัญ โดยนำผลการศึกษาที่มีอยู่มาพิจารณาและจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายในส่วนของประเด็นแต่ละเรื่อง กรณีเป็นเรื่องเร่งด่วนก็นำเสนอให้ออกประกาศมีสถานะเป็นกฎหมายให้มีผลบังคับโดยทันที โดยเฉพาะโครงสร้างอำนาจของ คสช. ที่แบ่งเป็นฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายสังคมจิตวิทยา ฝ่ายเศรษฐกิจ และฝ่ายกฎหมายยุติธรรม นอกเหนือจากฝ่ายเลขาธิการ กองกำลังรักษาความสงบ และกิจการพิเศษ ก็ย่อมจะสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูป 4 ด้านที่ประเทศไทยต้องปฏิรูป จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคณะกรรมการดังกล่าว
ประเด็นการปฏิรูปในแต่ละเรื่องที่ คสช. จะพิจารณาก็ควรจะมีการดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการที่พิจารณาประเด็นที่จะปฏิรูป โดยคณะกรรมการดังกล่าวควรประกอบจากผู้แทนหลายภาคส่วนทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ที่จะสามารถมาช่วยกลั่นกรองข้อเสนอหรือผลการศึกษาที่มีอยู่ในแต่ละเรื่อง ทั้งที่มีมาจากหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศเพื่อนำมาพิจารณาคัดเลือกผลการศึกษาที่ดีที่สุดในการเสนอกฎหมายโดยออกเป็นประกาศ คสช. แบบ Fast Track (กรณีเร่งด่วน) เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการออกประกาศของแต่ละฝ่ายนั้นจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัวโดยต้องไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และที่สำคัญคือความโปร่งใสในกระบวนการทำงานโดยสามารถตรวจสอบได้
การตรากฎหมายในระบบ Fast Track นี้ต้องมีเป้าหมายในการลดการใช้ดุลพินิจของภาครัฐ โปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการทุจริตและการเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้องหรือบุคคลเฉพาะกลุ่มหรือสร้างระบบอุปถัมภ์ รวมทั้งสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมีกลไกการตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายและวัดผลการบังคับใช้กฎหมายได้อยู่ภายใต้กรอบหลักนิติธรรมหากผู้ร่างกฎหมายยึดหลักดังกล่าวได้อย่างมั่นคงแล้ว ประเทศไทยก็จะสามารถปฏิรูปประเทศได้ตามที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ การคิดนอกกรอบการตรากฎหมายอาจไม่อยู่ในกรอบนิติวิธี Fast Track นี้ จึงควรให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมที่ให้ภาคเอกชนหรือเครือข่ายปฏิรูปที่ได้เคยจัดตั้งมามีส่วนร่วมนั้น ผมเชื่อว่าวิธีการนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยในการดำเนินการเช่นว่านี้ กรณีนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาควรทำหน้าเป็นเลขานุการและให้คำแนะนำดูแลด้านเทคนิคทางกฎหมายไม่ให้ขัดกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่เพื่อที่จะตรากฎหมายด้วยความรวดเร็ว มากกว่ากระบวนการร่างกฎหมายที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
กฎหมายที่ผ่านกระบวน Fast Track เหล่านี้ ควรจะได้มีการกำหนดกระบวนการที่จะให้สภานิติบัญญัติสามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในรูปกฎหมายที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญในภายหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับนิติวิธี กรณีเรื่องที่มีสำคัญกฎหมายบางฉบับอาจต้องมีกระบวนการประชามติไปพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญก็ได้
ข้อเสนอนี้ไม่ได้มุ่งให้การแก้ไขหรือปฏิรูปกฎหมาย ทุกฉบับต้องใช้กระบวนการ Fast Track แต่อย่างใด แต่ คสช. ควรจัดลำดับความสำคัญว่ากฎหมายใดที่มีความสำคัญเร่งด่วนในการปฏิรูปประเทศไทย ส่วนที่มีความเร่งด่วนน้อยอาจเป็นระยะกลางก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเฉพาะกาล และสภานิติบัญญัติ ที่จะมีการจัดตั้งตามธรรมนูญชั่วคราวดำเนินการต่อไปภายใต้กรอบเวลาและรัฐธรรมนูญชั่วคราว
โปรดติดตามตอนต่อไป
*********************
ข้อเสนอนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ผูกพันองค์กรที่ผู้เขียนปฏิบัติหน้าที่อยู่
ข้อมูลนักเขียน :
ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
ประธานคณะกรรมการภาษี สภาหอการค้าไทย
กรรมการสภาหอการค้าไทย
กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
อาจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย






