แผนการปฏิรูปกฎหมายและภาษีแบบเร่งด่วน (Fast Track) (2)

ข้อเสนอการปฏิรูปกฎหมายทั่วไป
ในความเห็นของผมมีเรื่องสำคัญที่จะต้องผ่านกฎหมายโดยเร่งด่วนที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมโดยไม่เป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งคนบริสุทธิ์หรือฝ่ายตรงข้ามได้ และการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวต้องสามารถตรวจสอบได้ มีดังนี้
1. กฎหมายการปฏิรูปภาษีที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปใหญ่เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบการคลัง สร้างความโปร่งใส และสร้างความเข้มแข็งและให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกและสามารถใช้เป็นมาตรการต่อต้านการทุจริตของนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจที่ประพฤติมิชอบ รวมทั้งมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าเป็นภาษีทรัพย์สิน ภาษีสิ่งแวดล้อมภาษี น้ำท่วม ภาษีการซื้อขายหุ้นที่เก็งกำไรทั้งนี้ ตามรายละเอียดที่ผมเสนอในท้ายข้อเสนอนี้
2. กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการต่อต้านการทุจริต การจัดตั้งศาลชำนาญการพิเศษและกระบวนพิจารณาคดีทุจริตที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด มีหน่วยงานอิสระฟ้องร้องคดี อาจเพิ่มเติมอำนาจ ป.ป.ช. คปท. หรือให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องคดีได้เอง ทั้งนี้ อาจต้องมีการสรรหาเจ้าหน้าที่หน่วยงานพิเศษเข้าปฏิบัติงานใหม่เช่นเดียวกับที่ประเทศฮ่องกง คดีทุจริตดังกล่าวต้องไม่มีอายุความ รายละเอียดกฎหมายที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันหรือ ป.ป.ช. เคยเสนอร่างกฎหมาย คสช. จึงควรนำมาพิจารณาให้เป็นกฎหมายโดยเร่งด่วน
3. กฎหมายที่ให้ความเป็นอิสระแก่ข้าราชการ ทหารตำรวจในการปฏิบัติงานโดยมิให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงทำนองเดียวกับศาลอัยการ รวมทั้งการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจที่ต้องมีกระบวนการโปร่งใส ปราศจากจากการแทรกแซงและเป็นการตอบแทนประโยชน์แก่พรรคพวกของตนเองโดยกำหนดคุณสมบัติของกรรมการที่เหมาะสมโดยอาจมีองค์กรอิสระจากภาคเอกชนที่มาจากบริษัทจดทะเบียนหรือสมาคมกรรมการไทยเป็นผู้สรรหากรรมการอิสระเพื่อเสนอให้ผู้ถือหุ้นเลือกต่อไป
4. กฎหมายการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและประเทศที่ต้องป้องกันการทุจริตและห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทำธุรกิจกับหน่วยงานที่ตนดำรงตำแหน่ง รวมทั้งการได้มาของผู้แทนที่สุจริตและการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง
5. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะตำรวจควรทำคดีอาญาที่เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินเท่านั้น ไม่ควรทำคดีอาญาอื่นๆ ที่ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานนั้นและอัยการ การถ่วงดุลอำนาจ รวมทั้งจำกัดอำนาจของ ดีเอสไอ หรือ ปปง. ที่ต้องไม่ให้ฝ่ายการเมืองมาใช้อำนาจกลั่นแกล้งปรปักษ์ทางการเมืองหรือรับคดีตามอำเภอใจจนไม่สามารถตรวจสอบได้
ข้อเสนอการปฏิรูปภาษี : เพื่ออนาคตประเทศไทย
การปฏิรูปภาษีเป็นเรื่องหนึ่งที่ควรพิจารณาใช้มาตรการแบบ Fast Track ต่อเมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐบาลและสภานิติบัญญัติ แล้วก็สามารถนำประกาศดังกล่าวมาเพื่อให้สภานิติบัญญัติพิจารณาปรับปรุงการปฏิรูปภาษีให้สมบูรณ์โดยแบ่งว่าเรื่องใดเป็นมาตรการเร่งด่วน มาตรการระยะกลาง และมาตรการระยะยาวที่จะต้องดำเนินการเพราะการปฏิรูปในเรื่องอื่นๆ จะทำไม่ได้เลยหากรัฐบาลไม่มีรายได้มาลงทุนและนำรายได้มาพัฒนาประเทศ
เหตุผลที่ต้องให้มีการปฏิรูปภาษีแบบระบบ Fast Track มีดังนี้
1. ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิรูปภาษีใหม่เลยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481 (จนถึงปัจจุบัน 76 ปีที่ผ่านมา) โดยเฉพาะในช่วงประชาธิปไตยเต็มใบด้วยเหตุผลที่ไม่มีรัฐบาลใดกล้าที่จะปฏิรูปภาษีโดยการตรากฎหมายที่จะกระทบฐานเสียงของตนเองและอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของบรรดานักการเมืองเอง ดังนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นการแก้ไขเป็นเรื่องการแก้ไขตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละยุคถ้าเปรียบเทียบโครงสร้างภาษีกับบ้านก็คือ ที่ผ่านมาเราเพียงแต่คอยซ่อมแซมปะผุบ้านทีละจุดทั้งๆ ที่บ้านของเราควรต้องรื้อแล้วสร้างใหม่ดังเช่นการปฏิรูปภาษีนั่นเอง แม้แต่การนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้เมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่งอาจถือว่าเป็นการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศก็เป็นช่วงรัฐบาลนายกอานันท์ ปันยารชุน จากคณะ รสช. ในอดีตที่ผ่านมากว่า 10 ปีผมได้เคยเขียนเสนอให้รัฐบาลที่นำโดยพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทย ที่มีเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติเพียงพอที่จะผลักดันผ่านกฎหมายภาษี หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เอง แต่ก็ไม่เคยได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด จึงยากที่จะรอพรรคการเมืองเข้ามาปฏิรูปภาษีของประเทศได้
2. ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยมีมากขึ้น ไม่ว่าจากการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติกับสภาพัฒน์ซึ่งต่างกันเกือบ 1 ล้านล้านบาท และความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งของไทยอยู่เกือบอันดับสุดท้ายของโลก (อันดับที่ 162) ทั้งนี้ ผมขอให้นำผลการศึกษาของสถาบันอนาคตไทยศึกษาที่ ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธาน ที่ปรากฏในบทความเรื่อง "8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย" มาพิจารณามาตรการการปฏิรูปภาษีเป็นทางหนึ่งที่จะลดความเหลื่อมล้ำลงได้เพื่อให้มาตรการภาษีที่สร้างความเป็นธรรม รวมถึงการลดช่องว่างโดยการเก็บภาษีเงินได้จากภาษีใหม่ เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีสิ่งแวดล้อม หรือภาษีอื่นให้มากขึ้น
โปรดติดตามตอนต่อไป
*********************
ข้อเสนอนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ผูกพันองค์กรที่ผู้เขียนปฏิบัติหน้าที่อยู่
ข้อมูลนักเขียน :
ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
ประธานคณะกรรมการภาษี สภาหอการค้าไทย
กรรมการสภาหอการค้าไทย
กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
อาจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย







