วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยกเครื่อง "วัฒนธรรมการเมืองไทย"

ผมไม่แน่ใจว่าโครงสร้างของ “สภานิติบัญญัติ” และ “สภาปฏิรูป” ที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตั้งขึ้นมา

ตาม Road Map สามขั้น จะมีหน้าตาและรูปแบบอย่างไร แต่สิ่งที่ต้องการเห็น คือ การร่วมกันสร้าง “วัฒนธรรมการเมืองใหม่” สำหรับคนไทยยุคใหม่อย่างเป็นระบบและจริงจัง

เพราะหากเยาวชนไทยวันนี้ถามพ่อแม่ผู้ปกครองว่า ทำไมจึงต้องเกิด “รัฐประหาร” คราวนี้ ก็คงจะมีคำตอบที่แตกต่างกันไปแล้วแต่มุมมองของผู้ที่ต้องตอบคำถาม

ผมเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ต้องการจะตอบคนรุ่นต่อไปของประเทศนี้ ว่าการยึดอำนาจโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น ไม่ควรจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจนในครอบครัวว่าสาเหตุที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มาจากอะไร?

หากการปฏิรูปครั้งนี้จะมีความหมายที่แท้จริง ก็ต้องมีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้เด็กไทยมีความรู้ความสามารถ ที่จะวิเคราะห์ประเด็นของสังคมอย่างกว้างขวางและรอบด้าน

ปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่เพียงแค่การแก้หลักสูตร หรือยกเลิกการแจกแทบเล็ตให้เด็กประถมหนึ่ง เพื่อทำเป็น “smart classroom” แทนเท่านั้น หากแต่จะต้องหมายถึงการที่ต้องทำให้เด็กไทยกล้าคิด กล้าตั้งคำถาม และยอมรับความเห็นที่แตกต่างกันอย่างเปิดกว้าง

เพราะนั่นคือ หนทางเดียวที่จะป้องกันประเทศไทย ไม่ต้องเจอกับการ “ยึดอำนาจ” โดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ด้วยข้ออ้างที่ว่า เกิดความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองสองฝ่ายที่ต่างคนต่างไม่ยอมลดราวาศอก ต้องการเพียงแต่ยึดติดกับอำนาจเอาไว้ แม้ว่าบ้านเมืองจะอยู่ปากเหวแห่งความหายนะ แล้วก็ตาม

การปฏิรูปครั้งนี้ จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนทั้งในโรงเรียนและในบ้าน และจะต้องให้ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนกับครู และผู้รับผิดชอบหลักสูตรทั้งหลาย

เพราะว่า ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ มีผลกว้างไกลที่กระทบไปถึงพ่อแม่ลูกและเพื่อนฝูง เพราะต่างฝ่ายต่างรับรู้ข้อมูลเฉพาะส่วนที่ตนต้องการฟัง ไม่เปิดหูเปิดตาที่จะรับฟังข้อมูลจากอีกด้านหนึ่ง โดยสิ้นเชิง

เพราะต่างฝ่ายต่างนิยาม คำว่า “ประชาธิปไตย” ตามแนวทางที่สอดคล้องกับความคิดเห็นและผลประโยชน์ตนเอง

ทั้งๆ ที่ หากว่าระบบการศึกษาของไทยมีประสิทธิภาพจริงแล้วไซร้ ความขัดแย้งของสังคมจะไม่เกิดขึ้น เพียงเพราะผู้คนมีความเห็นแตกต่างกันเรื่องชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองไหนมากกว่ากัน

แต่ความขัดแย้งครั้งนี้ มีทั้งมิติส่วนตัว มิติการเมือง มิติผลประโยชน์ส่วนตน และ มิติ “ศรีธนญชัย” ที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อจะเอาชนะคะคานอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ประเทศชาติต้องบอบช้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไร

การปฏิรูปสังคมย่อมหมายถึง การที่เยาวชนไทยมีโอกาสซักถามถึงอดีตกับปัจจุบันของความขัดแย้งครั้งนี้อย่างรอบด้าน เพื่อวางแนวทางสำหรับการ “ยกเครื่องสังคมไทย” ให้เด็กไทยรู้จักคิด วิเคราะห์ และ เข้าใจคำว่า “เสียสละเพื่อบ้านเมือง”

การปรับเปลี่ยนค่านิยมสังคมไทย จะต้องทำให้เด็กไทยไม่เห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก มูมมาม แต่ต้องเข้าใจว่าการเมือง คือ การอาสาทำงานเพื่อสาธารณะ ซึ่งต้องอาศัยความเสียสละและการทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง โดยไม่หวังกอบโกยเอาผลประโยชน์มาเป็นของตน

เราคงไม่สามารถแก้ “สันดาน” ของนักการเมืองรุ่นเก๋า และเราคงไม่สามารถทำให้เด็กไทยมีความเลื่อมใสศรัทธาต่อนักการเมืองและนักเลือกตั้งรุ่นที่เห็นอยู่ขณะนี้ได้ แต่อนาคตของประชาธิปไตยไทย อยู่ที่การทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า “การเมือง” เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับคนส่วนใหญ่ มิใช่การสร้างความร่ำรวยหรือแสวงหาอภิสิทธิ์เพื่อตนหรือพวกพ้องของตน

และต้องให้เด็กไทยวันนี้ เชื่อได้ว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้น จะต้องมีวิธีการ “ปกติ” ตามกติกาสากล โดยไม่จำเป็นต้องให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกมาอาสาแก้ปัญหาให้กับประเทศ ด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่มีหนทางอื่นเหลืออยู่แล้ว”

เพราะหากว่าเป็นเช่นนั้น คนรุ่นต่อไปก็จะไร้ความตั้งใจที่จะสร้าง “สังคมไทยใหม่” ที่มีความหวังมากกว่าคนรุ่นนี้...ได้เลย