ผมไม่แน่ใจว่าโครงสร้างของ สภานิติบัญญัติ และ สภาปฏิรูป ที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตั้งขึ้นมา
ตาม Road Map สามขั้น จะมีหน้าตาและรูปแบบอย่างไร แต่สิ่งที่ต้องการเห็น คือ การร่วมกันสร้าง “วัฒนธรรมการเมืองใหม่” สำหรับคนไทยยุคใหม่อย่างเป็นระบบและจริงจัง
เพราะหากเยาวชนไทยวันนี้ถามพ่อแม่ผู้ปกครองว่า ทำไมจึงต้องเกิด “รัฐประหาร” คราวนี้ ก็คงจะมีคำตอบที่แตกต่างกันไปแล้วแต่มุมมองของผู้ที่ต้องตอบคำถาม
ผมเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ต้องการจะตอบคนรุ่นต่อไปของประเทศนี้ ว่าการยึดอำนาจโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น ไม่ควรจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจนในครอบครัวว่าสาเหตุที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มาจากอะไร?
หากการปฏิรูปครั้งนี้จะมีความหมายที่แท้จริง ก็ต้องมีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้เด็กไทยมีความรู้ความสามารถ ที่จะวิเคราะห์ประเด็นของสังคมอย่างกว้างขวางและรอบด้าน
ปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่เพียงแค่การแก้หลักสูตร หรือยกเลิกการแจกแทบเล็ตให้เด็กประถมหนึ่ง เพื่อทำเป็น “smart classroom” แทนเท่านั้น หากแต่จะต้องหมายถึงการที่ต้องทำให้เด็กไทยกล้าคิด กล้าตั้งคำถาม และยอมรับความเห็นที่แตกต่างกันอย่างเปิดกว้าง
เพราะนั่นคือ หนทางเดียวที่จะป้องกันประเทศไทย ไม่ต้องเจอกับการ “ยึดอำนาจ” โดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ด้วยข้ออ้างที่ว่า เกิดความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองสองฝ่ายที่ต่างคนต่างไม่ยอมลดราวาศอก ต้องการเพียงแต่ยึดติดกับอำนาจเอาไว้ แม้ว่าบ้านเมืองจะอยู่ปากเหวแห่งความหายนะ แล้วก็ตาม
การปฏิรูปครั้งนี้ จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนทั้งในโรงเรียนและในบ้าน และจะต้องให้ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนกับครู และผู้รับผิดชอบหลักสูตรทั้งหลาย
เพราะว่า ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ มีผลกว้างไกลที่กระทบไปถึงพ่อแม่ลูกและเพื่อนฝูง เพราะต่างฝ่ายต่างรับรู้ข้อมูลเฉพาะส่วนที่ตนต้องการฟัง ไม่เปิดหูเปิดตาที่จะรับฟังข้อมูลจากอีกด้านหนึ่ง โดยสิ้นเชิง
เพราะต่างฝ่ายต่างนิยาม คำว่า “ประชาธิปไตย” ตามแนวทางที่สอดคล้องกับความคิดเห็นและผลประโยชน์ตนเอง
ทั้งๆ ที่ หากว่าระบบการศึกษาของไทยมีประสิทธิภาพจริงแล้วไซร้ ความขัดแย้งของสังคมจะไม่เกิดขึ้น เพียงเพราะผู้คนมีความเห็นแตกต่างกันเรื่องชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองไหนมากกว่ากัน
แต่ความขัดแย้งครั้งนี้ มีทั้งมิติส่วนตัว มิติการเมือง มิติผลประโยชน์ส่วนตน และ มิติ “ศรีธนญชัย” ที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อจะเอาชนะคะคานอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ประเทศชาติต้องบอบช้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไร
การปฏิรูปสังคมย่อมหมายถึง การที่เยาวชนไทยมีโอกาสซักถามถึงอดีตกับปัจจุบันของความขัดแย้งครั้งนี้อย่างรอบด้าน เพื่อวางแนวทางสำหรับการ “ยกเครื่องสังคมไทย” ให้เด็กไทยรู้จักคิด วิเคราะห์ และ เข้าใจคำว่า “เสียสละเพื่อบ้านเมือง”
การปรับเปลี่ยนค่านิยมสังคมไทย จะต้องทำให้เด็กไทยไม่เห็นว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก มูมมาม แต่ต้องเข้าใจว่าการเมือง คือ การอาสาทำงานเพื่อสาธารณะ ซึ่งต้องอาศัยความเสียสละและการทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง โดยไม่หวังกอบโกยเอาผลประโยชน์มาเป็นของตน
เราคงไม่สามารถแก้ “สันดาน” ของนักการเมืองรุ่นเก๋า และเราคงไม่สามารถทำให้เด็กไทยมีความเลื่อมใสศรัทธาต่อนักการเมืองและนักเลือกตั้งรุ่นที่เห็นอยู่ขณะนี้ได้ แต่อนาคตของประชาธิปไตยไทย อยู่ที่การทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า “การเมือง” เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับคนส่วนใหญ่ มิใช่การสร้างความร่ำรวยหรือแสวงหาอภิสิทธิ์เพื่อตนหรือพวกพ้องของตน
และต้องให้เด็กไทยวันนี้ เชื่อได้ว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้น จะต้องมีวิธีการ “ปกติ” ตามกติกาสากล โดยไม่จำเป็นต้องให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกมาอาสาแก้ปัญหาให้กับประเทศ ด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่มีหนทางอื่นเหลืออยู่แล้ว”
เพราะหากว่าเป็นเช่นนั้น คนรุ่นต่อไปก็จะไร้ความตั้งใจที่จะสร้าง “สังคมไทยใหม่” ที่มีความหวังมากกว่าคนรุ่นนี้...ได้เลย






