วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ใคร?ต้องลาออก..บอร์ดรัฐวิสาหกิจ

หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง

ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และรองหัวหน้าคสช.ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเวลานี้ แน่นอนแม้จะทีมงานที่ปรึกษาคอยช่วยเหลืออยู่ แต่การตัดสินใจหรือคิดจะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะจัดการให้ผู้คนทุกฝ่าย ทุกกลุ่มพอใจได้

สิ่งหนึ่งที่เป็นภาระหนักไม่แพ้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเวลานี้ นั่นคือ การจัดระเบียบบอร์ดรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ แม้จะไม่สามารถจัดระเบียบได้ทั้ง 56 แห่ง แต่อย่างน้อยบอร์ดรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ที่เคยเป็น "ชิ้นปลามัน" ของพรรคการเมือง ก็น่าจะใช้โอกาสนี้เข้ามาจัดระเบียบบุคคลเสียใหม่

ถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.อ.ประจิน จะต้องสแกนบุคคลที่เข้ามานั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจใหญ่ และควรสแกน ไปถึงความรู้ความสามารถอย่างจริงจัง การเข้ามานั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจแบบลักษณะตอบแทนบุญคุณ หรือปลอบขวัญตำแหน่งน่าจะเลิกไปเสียที

แต่วันนี้เรายังไม่เห็นใครที่จะแสดงสปิริตผู้กล้า ที่จะยื่นลาออกแบบเปิดเผย ยังอยู่ในภาวะแบบกล้าๆ กลัวๆ เสมือนมองหาผู้นำอยู่หรืออย่างไร

ฉะนั้นเป็นโอกาสดีที่คสช.ควรจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ถูกส่งผ่านมาจากนักการเมือง หลายๆ บอร์ดรัฐวิสาหกิจ จะมีตัวตายตัวแทนจากนักการเมืองเข้าไปนั่งกันอย่าง "เอิกเกริก" โดยไม่ได้คำนึงว่าบุคคลเหล่านั้นมีความรู้ความสามารถตรงกับสายการหรือไม่ ขอเพียงแค่ได้ส่งคนของตัวเองเข้าไปร่วมก็แค่นั้น

ที่พูดมาอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนที่เข้าไปนั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจจะไม่ดี หรือไม่มีความรู้ความสามารถ ประธานและกรรมการหลายบอร์ด เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่การเข้ามาต้องยอมรับความจริงว่า ประธานและกรรมการในบอร์ดรัฐวิสาหกิจจำนวนไม่น้อย ถูกส่งไปจากนักการเมือง บางบอร์ดไม่รู้ไปขุดเอามาจากไหน ชื่อเสียงแทบไม่เคยรับรู้ในสังคม ความสามารถไม่ต้องถาม แต่คนเหล่านี้ถือว่าใกล้ชิดการเมืองต่างหาก

ประธานและกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจ หลายแห่งไม่ปฏิเสธว่าพวกเขาถูกส่งมาจากนักการเมือง จะด้วยความไว้วางใจหรือเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถก็ตาม แต่บอร์ดรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่จะถูกจัดวางโดย "นักการเมือง" โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ ที่มีผลประกอบการดี มีกำไร รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ ได้กลายเป็น "ขุมทรัพย์ทางการเมือง" ไปโดยปริยาย

ต่างจากรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริการขั้นพื้นฐาน หรือการให้บริการประชาชน รัฐวิสาหกิจเหล่านี้มักไม่ได้อยู่ในสายตานักการเมือง อาจจะด้วยเหตุผลคือไม่สามารถหาผลประโยชน์อะไรได้มากกว่า เพราะส่วนใหญ่มีแต่ขาดทุน

รัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ หลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทลูกในเครือปตท.อยากให้คสช.เข้าไปสแกนให้ลึก ควรจะปรับลดกรรมการที่นั่งอยู่ในบริษัทลูก กรรมการบางคนนั่งกุมบังเหียนประธานบริษัทลูกไม่พอ ยังนั่งเป็นกรรมการบริษัทในเครืออีก 2-3 แห่ง เรียกว่านั่งสลับกันไปสลับกันมาอย่างนี้เหมาะสมหรือไม่ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องจำกัดการนั่งเป็นกรรมการให้น้อยลง รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่บอร์ดได้รับเสียใหม่

บริษัทใหญ่ๆ อย่างปตท.เรื่องผลตอบแทนไม่ว่า จะเป็นเบี้ยประชุมหรือโบนัสไม่ต้องพูดถึง ยิ่งเป็นบริษัทลูกที่มีรายได้สูงๆ วันนี้รับผลประโยชน์ตอบแทนกันแต่ละเดือน แต่ละปี สูงยิ่งกว่าบริษัทแม่อย่างปตท.เสียอีก..

หนักไปกว่านี้ ...บางรัฐวิสาหกิจถึงขั้นมีข้อตกลง ต้องพาลูก-ภรรยากรรมการเที่ยวเมืองนอกอีกต่างหาก

ดังนั้นหากคสช.จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้องค์กรนั้นๆ เดินหน้าได้ จงจัดการได้เลย..แล้วหาคนที่มีความรู้ ความสามารถเข้าไปจริงๆ หากเปิดโอกาสให้ลาออกแล้วยังไม่กระดิก ที่สำคัญหากจะจัดการต้องเท่าเทียม

ส่วนผู้ที่นั่งเป็นประธานหรือกรรมการเดิม หากยังเห็นว่าเป็นประโยชน์และมีความสามารถก็ไม่จำเป็นต้องปรับออก เพราะทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและไม่ดี !!!