วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระเบียบใหม่"วิทยุ-ทีวี"ยุคคสช.(1)ควรแยก"ปลาเน่า"ทีวีดาวเทียม

อักษรย่อของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. แทบจะพ้องกับอักษรย่อของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง

กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม กสทช. ที่มี 2 คณะย่อยคือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ (กสท.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.)

นับจากนี้เป็นต้นไปบทบาทของ กสทช. ที่เคยดำรงสถานะเป็น "องค์กรอิสระ" ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่ถูกยกเลิกไปแล้วด้วยคำสั่งของคสช. ส่งผลทำให้ กสทช. ไม่มีสถานะที่ยึดโยงกับรัฐธรรมนูญอีกต่อไปแล้ว ในส่วนของกิจการโทรคมนาคมคงไม่ค่อยมีปัญหาในการใช้อำนาจของ กทค. เองที่ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารครั้งนี้น้อยกว่ากิจการสายบรอดแคสติ้ง

กิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นกิจการที่เสมือนถูก "สึนามิ" จากรัฐประหารให้ต้องกลับมา "จัดระเบียบใหม่" ภายใต้อำนาจของ คสช. ที่ในปัจจุบันมีอำนาจเหนือองค์กรอิสระอย่างกสท.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่ากสท.ยังมีอำนาจภายใต้กฎหมาย 2 ฉบับ คือพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และพระราชบัญบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553

หลังคำประกาศยึดอำนาจการปกครองของ คสช. ในเวลา 16.30 น. วันที่ 22 พ.ค. ทำให้ "สื่อวิทยุ-โทรทัศน์" ในประเทศไทยทุกช่องทุกสถานีทั้งอนาล็อก, ดิจิทัล, ทีวีดาวเทียม และเคเบิ้ลทีวี รวมทั้งสถานีวิทยุชุมชนกลายเป็น "หนึ่งสถานี" ตลอดค่ำคืนวันนั้นห้ามจัดรายการปกติ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น 23 พ.ค. เวลา 18.00 น. คสช. ได้อนุญาตให้สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีระบบอนาล็อก 6 สถานี ได้กลับมาจัดรายการปกติ และรายการวิทยุหลายสถานีได้เริ่มกลับเข้ามาสู่รายการปกติ

แต่ช่วงก่อนการยึดอำนาจ 1 วัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ใช้อำนาจตามประกาศกฎอัยการศึก ได้สั่งให้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม 14 สถานี และสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล 1 สถานี ยุติการออกอากาศเป็นการชั่วคราว

ต่อมาในช่วงสายๆ วันเสาร์ที่ 24 พ.ค. ได้เกิดปรากฏการณ์ "ปล่อยผี" อย่างคาดไม่ถึง หลังประชุมตามคำสั่งเชิญประชุมของ คสช. ได้อนุญาตให้ทีวีดิจิทัล 23 ช่อง (ยกเว้นช่อง Voice TV ที่ยังมีคำสั่งตามกฎอัยการศึกห้ามออกอากาศ), ทีวีดาวเทียมมากกว่า 200 ช่อง (ยกเว้น 14 ช่องตามคำสั่งกฎอัยการศึก) และเคเบิ้ลทีวีระบบบอกรับสมาชิกให้ออกอากาศได้ ก่อนคำสั่งคสช.ออกมาเป็นทางการ แล้วในช่วงบ่ายได้มีคำสั่ง คสช. อย่างเป็นทางการออกมาไม่ได้รวมไปถึงทีวีดาวเทียม

ณ ปัจจุบันคงมีสื่อโทรทัศน์ฟรีทีวีอนาล็อก 6 ช่อง, ทีวีดิจิทัล 23 ช่อง, โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก 6-7 ราย ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดบริการได้ เช่น ทรูวิชั่ส์, CTH, GMMZ , เจริญเคเบิ้ลทีวี, IPM ฯลฯ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการสับสนอลหม่านอย่างยิ่ง ของผู้ประกอบการโครงข่าย, โทรทัศน์ดาวเทียม, โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ฯลฯ ที่ กสท. ได้เชิญประชุมหลายรอบ เพื่อ "สาง" ปมปัญหาที่ทับซ้อนกันยุ่งเหยิงมายาวนานก่อนการจัดตั้ง กสท. เสียอีก กสท.เองก็รู้ซึ้งถึงปัญหาอยู่แล้วที่ไม่สามารถใช้อำนาจปกติภายใต้กฎหมาย 2 ฉบับ ในการจัดระเบียบใหม่

ผมเห็นด้วยกับการใช้จังหวะนี้ "จัดระเบียบใหม่" ธุรกิจบรอดแคสติ้งส์ให้เข้ารูปเข้ารอยเสียที แต่ไม่เห็นด้วยกับการ "ดองเค็ม" โทรทัศน์ดาวเทียมที่ทุกรายมีใบอนุญาตจาก กสท. เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในระดับเอสเอ็มอีที่กำลังเดือดร้อนแสนสาหัสทางการเงิน จากการห้ามออกอากาศ เพราะตามความเป็นจริงแล้วคำสั่ง คสช. ไม่ได้สั่งให้ระงับการออกอากาศทีวีดาวเทียมทั้งหมด

แต่สำหรับทีวีดาวเทียมส่วนใหญ่ (ยกเว้น 14 ช่องที่ถูกสั่งปิด) ให้งดการจัดรายการปกติ แล้วเชื่อมรายการกับแม่ข่ายคือ ททบ. 5 ที่ปัจจุบันได้ออกอากาศรายการปกติแล้ว ยกเว้นในบางช่วงมีรายการพิเศษจาก คสช. ที่ให้สถานีโทรทัศน์ทุกแห่งเชื่อมสัญญาณออกอากาศ ในปัจจุบันผังรายการช่อง 5 ส่วนใหญ่เป็นรายการปกติไปแล้ว แต่หน้าจอของทีวีดาวเทียมทั้งหมดยังเป็นโลโก้ของ 5 เหล่าทัพที่รวมกันเป็นคณะรักษาความสงบเรียบร้อย

ผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมค่อนข้างสับสนงงงวยมากๆ ว่าพวกเขาทำผิดอะไรบ้าง ทำไม กสท. จะต้องเร่งรีบบังคับให้ "โทรทัศน์ดาวเทียม" ทุกรายที่เป็นบริการแบบ Free to Air ให้กลายเป็น Pay TV ด้วยการกำหนดเงื่อนไขให้ยินยอมเปลี่ยนสถานะใบอนุญาตใหม่จากฟรีทูแอร์ที่ตามประกาศยังไม่ได้กำหนดจำนวนนาทีโฆษณาต่อชั่วโมง ให้เป็นแบบบอกรับสมาชิกที่กำหนดจำนวนนาทีโฆษณาได้สูงสุดไม่เกิน 6 นาทีต่อชั่วโมง

ทำไม กสท. ไม่ใช้เกณฑ์ความประพฤติที่ กสท. เคยแจ้งทุกครั้งในการออกใบอนุญาตชั่วคราว ว่าถ้าหากผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมไม่เคยถูกร้องเรียนใดๆ จะได้รับการต่อใบอนุญาตโดยทันที แล้วลงโทษช่องทีวีดาวเทียมที่มีเรื่องร้องเรียน ทั้งเรื่องโฆษณาเกินจริงอาหารเสริม, ไสยศาสตร์,ปลุกระดมทางการเมือง ฯลฯ

อยากให้ใช้จังหวะนี้แยก "ปลาเน่า" ออกจากข้อง เพื่อไม่ให้กลับมาออกอากาศได้อีกต่อไป แต่สถานีที่เป็นประเภท "ปลาดี" ที่มีความตั้งใจในการประกอบธุรกิจนี้ และยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กสท. มาโดยตลอด กลับต้องถูกลงโทษไปด้วยเป็นการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

กรณี "วิทยุชุมชน" กว่า 6,000 สถานี ที่ถูกสั่งให้ยุติการออกอากาศไปด้วย คงไม่มีใครติดใจสงสัยมากนัก เพราะส่วนใหญ่มีความประพฤติประเภท "เหลือขอ" จริงๆ สังคมส่ายหน้าต่อการเกิดขึ้นของวิทยุชุมชนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ "วิทยุชุมชน" ตามนิยามเดิมหรือตามเจตนารมณ์เดิมของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่ให้คลื่นความถี่เป็นของภาคประชาชน 20%

กสท.ยังควรจะยึดถือพระราชบัญญัติ 2 ฉบับและประกาศต่างๆ ที่ผ่านการประชาพิจารณ์ตามกระบวนการของกฎหมายทุกอย่าง ซึ่งกฎหมายทุกฉบับ และประกาศทุกฉบับยังไม่ได้ถูกยกเลิกโดยคำสั่งของคสช.แต่อย่างใด

มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่า กสท. กำลังฉวยโอกาสใช้อำนาจ "เกินขอบเขต" กฎหมายในการจัดระเบียบกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมที่กสท. เองเป็นผู้ให้ใบอนุญาตตามเงื่อนไขตามประกาศทั้งหมด รวมทั้งโทรทัศน์ดาวเทียมที่มีสถานะเป็น "ทีวีการเมือง" หาใช่ "ทีวีธุรกิจ" ที่เคยมีคำเตือนจากหลายฝ่ายไปแล้วว่า กสท. ไม่ควรเร่งรีบให้ใบอนุญาตทีวีการเมืองที่มีปัญหาอยู่แล้ว แบบเดียวกับทีวีดาวเทียมที่ประกอบธุรกิจ

คสช. น่าจะเพียงแค่อยากให้ กสท. จัดระเบียบวิทยุชุมชน และโทรทัศน์ดาวเทียมใหม่ หาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นในอดีตที่มี "ทีวีการเมือง" และ "วิทยุชุมชน" ไม่ว่าฝ่ายไหนที่ปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งในสังคม แต่คงไม่ใช่ให้ "เหมาเข่ง" ไปเปลี่ยนใบอนุญาตประกอบกิจการเป็นเงื่อนไขการเปิดใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับคำสั่ง คสช. เลย จนกระทั่งกลายเป็นกระทบธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมทั้งหมดที่มีห่วงโซ่ทางธุรกิจไปอีกยาวไกล

ลองคำนวณง่ายๆ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมแต่ละแห่ง น่าจะมีบุคลากรประจำเฉลี่ยอย่างน้อยประมาณ 50 คน กรณีโทรทัศน์ดาวเทียม 250 สถานีๆ ละ 50 คน รวมเป็นแรงงานที่กำลังเดือดร้อนประมาณ 12,500 คน จู่ๆ คนเหล่านี้จะกลายเป็นคนว่างงานและอาจจะตกงานในเร็ววันนี้ หากกระบวนการพิจารณาอนุญาตให้ออกอากาศใหม่ยังเบี่ยงเบนไปจากเจตนาของ คสช. ที่ให้ยุติรายการปกติไว้เป็นการชั่วคราว

แต่ละสถานียังมีผู้เช่าเวลาผลิตรายการให้อีกอย่างน้อยสถานีละประมาณ 10-20 ราย ที่จำเป็นต้องใช้สื่อโทรทัศน์ดาวเทียมในการประกอบกิจการค้าขายแบบผู้ประกอบการรายเล็กๆ ที่มีขีดความสามารถจ่ายค่าโฆษณาในอัตราต่ำกว่าฟรีทีวี 100 เท่า ผู้ประกอบการธุรกิจรายเล็กๆ เหล่านี้ได้มีโอกาสใช้สื่อโฆษณาโทรทัศน์ เพื่อเข้าถึงคนดูในกลุ่มจานดาวเทียมกว่า 12-13 ล้านครัวเรือน กลายเป็นหมดโอกาสไปโดยสิ้่นเชิงมาเกินกว่า 10 วันแล้ว

ชะตากรรมของพวกเขาที่อยู่ในแวดวงโทรทัศน์ดาวเทียม ที่รวมกันไม่น่าจะน้อยกว่า 20,000 ครอบครัว กำลัง "ล่อแหลม" มากๆ ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ช่องทางโทรทัศน์ดาวเทียมที่พวกเขาอาศัยทำมาหากินถูกปิดลงเป็นการชั่วคราว แล้วอนุญาตให้เปิดใหม่อย่างมีเงื่อนไขที่สมเหตุสมผล คงไม่มีใครขัดข้อง เพราะทุกสถานีต้องการออกอากาศปกติโดยเร็วที่สุด แต่ กสท. ควรจะบอกให้ชัดเจนกว่านี้เปิดบนเงื่อนไขใดบ้าง