การเข้าร่วมสัมมนานานาชาติในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เป็นสิ่งที่ผมชอบ เพราะได้ฟังความเห็นและพูดคุยกับผู้นำด้านความคิด
ว่าบุคคลระดับมันสมองเหล่านี้เขามองการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลกอย่างไร ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง วิทยาการ เทคโนโลยี และธุรกิจ ล่าสุดก็ที่การประชุมประจำปีของสถาบันกรรมการบริษัทประเทศออสเตรเลีย ที่สัมมนาสองวันเต็มในหัวข้อ "กระตุ้นให้เกิดการเติบโต" หรือ Instigating the growth agenda วันนี้จึงอยากเก็บประเด็นมาฝากแฟนคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” ว่าในยามที่โลกมีแต่ความไม่แน่นอน ธุรกิจควรปรับตัวอย่างไรเพื่อสร้างการเติบโต นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
แนวคิดหลักที่นำมาฝากได้จากผู้พูดในวันแรก คือ นาย Nader Mousavizudeh นักวิเคราะห์และผู้ก่อตั้งบริษัท Macro Advisory Partners ที่มีลูกค้าประเภทกองทุนเก็งกำไร หรือ Hedge fund ให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงในโลกขณะนี้เป็นผลจากอิทธิพลครอบงำของปัจจัยมหภาค จากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศนำ เช่น สหรัฐ ยุโรป และจีน รวมถึงวิวัฒนาการทางนโยบายของภาครัฐหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 ที่ทำให้บทบาทรัฐโดยเฉพาะกฎระเบียบได้เพิ่มสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ภาครัฐไม่มีประสบการณ์แก้ไขมาก่อน ทำให้การทำนโยบายเป็นกึ่งทดลอง ทำให้ตลาดการเงินและภาคธุรกิจไม่สามารถประเมินหรือคาดเดาทิศทางนโยบายได้ง่ายเหมือนก่อน (Policies become less predictable) ผลก็คือความไม่แน่นอนมีอยู่ตลอดและมีมากขึ้น
พร้อมกับความไม่แน่นอน กระแสโลกาภิวัตน์ หรือ Globalization ก็เดินหน้าต่อ ทำให้โลกเศรษฐกิจยิ่งแคบลง ทุกอย่างดูเหมือนจะโน้ม หรือ Converge ไปในแนวเดียวกัน สร้างการเปลี่ยนแปลงที่กระทบความเป็นอยู่และการคาดหวังของคนในวงกว้าง แต่ผลลัพธ์สำคัญของโลกาภิวัตน์ที่มีต่อโลกมากที่สุด ก็คือความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในระดับระหว่างประเทศ และระดับประเทศ นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศและภายในประเทศ จนเศรษฐกิจและการเมืองได้กลายเป็นปัจจัยตัดสินใจสำคัญของภาครัฐในการทำนโยบายและของภาคธุรกิจ ต่างกับอดีตที่เรามักพูดว่าการเมืองคือการเมือง เศรษฐกิจคือเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันการตัดสินใจจะมาในแนวเศรษฐกิจการเมือง (Political economy) เป็นส่วนใหญ่
สรุปก็คือ โลกหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 มีผลให้บทบาทรัฐและกฎระเบียบของรัฐมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของคนในโลกมากขึ้น พร้อมกับทิศทางนโยบายก็คาดเดาได้น้อยลง ทำให้ความไม่แน่นอนมีต่อเนื่อง จนกลายเป็นความปรกติใหม่ของโลก ขณะที่ความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้นจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ ก็ได้จุดชนวนความขัดแย้งให้เกิดขึ้น ทั้งระดับระหว่างประเทศ (Geopolitics) และภายในประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำให้การตัดสินใจของผู้ทำนโยบายและธุรกิจ ไม่สามารถดูปัจจัยเศรษฐกิจได้อย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยเศรษฐกิจการเมือง ทำให้ความไม่แน่นอนยิ่งมีมาก และเมื่อความไม่แน่นอนมีมาก ภาวะไร้เสถียรภาพก็เกิดขึ้นง่าย นี่คือโลกของเราขณะนี้
คำถามก็คือ แล้วธุรกิจจะอยู่อย่างไร ในโลกที่ความไม่แน่นอนมีมากอย่างนี้ โดยเฉพาะถ้าเราต้องการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ
ในเรื่องนี้ประเด็นที่ได้จากการสัมมนาก็คือ แม้โลกจะถูกครอบโดยอิทธิพลของปัจจัยมหภาค และถูกขับเคลื่อนไปในทิศทางเหมือนๆ กัน โดยกระแสโลกาภิวัตน์ แต่ในระดับจุลภาคความแตกต่างก็เกิดขึ้นได้ ในรูปของความแตกต่างในองค์กรหน่วยธุรกิจ และสถาบันที่สามารถเติบโตได้เข้มแข็งและมีเสถียรภาพท่ามกลางความไม่แน่นอนที่มีมากขึ้น คือ ในระดับจุลภาค เรามีภูมิภาคที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เช่น เอเชีย มีประเทศที่เข้มแข็ง มีอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง มีบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง และมีบริษัทธุรกิจขนาดเล็กที่เข้มแข็ง ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ความเข้มแข็งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ภายใต้ความไม่แน่นอนในระดับมหภาคที่มีมากขึ้น
คำตอบ ก็คือ ความเข้มแข็งมาจากความสามารถในการปรับตัวต่อความไม่แน่นอน โดยใช้นวัตกรรม หรือ Innovation เป็นตัวนำสร้างพลังขับเคลื่อนการเติบโต เพราะในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ต้นทุนของธุรกิจไม่แตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก นวัตกรรมจะเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่าง สร้างความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโต ทำให้ธุรกิจที่เติบโตจากการลดต้นทุนและการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) อย่างเดียวจะไม่ใช่ผู้นำแท้จริงแต่เป็นผู้ตาม ผู้นำแท้จริงคือบริษัทที่มีนวัตกรรมเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่าง สร้างความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ
แต่นวัตกรรมอย่างเดียว จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน หรือ Sustain ได้หรือไม่
ในประเด็นนี้ มีสองเรื่องที่พูดถึงกันมากในการสัมมนาว่าสำคัญต่อธุรกิจ และต่อทุกๆ อย่างในโลกปัจจุบัน ก็คือ ในทุกเรื่องที่ทำ จะต้องมีความชอบธรรม (Legitimacy) และมีความรับผิดรับชอบ (Accountability) เป็นพื้นฐาน เพื่อให้สิ่งที่ทำเป็นที่ยอมรับและยั่งยืน กล่าวคือ ธุรกิจหรือสิ่งที่เราทำจะอยู่ไม่ได้ถ้าการกระทำดังกล่าวขาดความชอบธรรม ไม่ได้การยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้โอกาสที่ธุรกิจหรือสิ่งที่ทำจะโตต่อจะยากหรืออาจต้องจบลง อีกประเด็นก็คือ ผู้บริหารหรือผู้ตัดสินใจทำจะต้องมีความรับผิดรับชอบในสิ่งที่ทำ อันนี้เป็นสิ่งที่สังคมหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคาดหวัง ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้ลึกๆ แล้ว ก็คือหลักสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ Good Governance นั่นเอง
ดังนั้น ภายใต้โลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในระดับมหภาค ความเข้มแข็งของธุรกิจในระดับจุลภาคเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ต้องมาจากความแตกต่างที่สร้างความเข้มแข็ง และนำไปสู่การเติบโต โดยมีนวัตกรรมและธรรมาภิบาลที่ดี (ความชอบธรรมและความรับผิดรับชอบ) เป็นตัวขับเคลื่อนความแตกต่าง การเติบโต และความยั่งยืน
นี้คือสูตรสำเร็จขณะนี้ที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ภายใต้โลกของความไม่แน่นอน






