ผมมีโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษาที่ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอยากจะสะท้อนให้พวกเราได้เห็นพัฒนาการในแง่บวกๆ
สำหรับการเดินหน้าทำให้ประเทศและสังคมของเรา เดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
ประเทศมาเลเซีย ทั้งคนจีนที่เป็นมัคคุเทศก์และคนมุสลิมที่ได้พบเจอกันทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และคนทั่วไปต่างให้การยกย่องนับถือความสามารถของอดีตนายกรัฐมนตรี มหาธีร์ โมฮัมหมัด เป็นอย่างยิ่ง สาเหตุที่เชื่อเช่นนั้นเพราะไปที่ไหนก็มักมีแต่คนมาเลเซียกล่าวขวัญถึง ตั้งแต่เริ่มต้นที่สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้และสวนปลามขนาดใหญ่ที่รัฐมีส่วนเป็นเจ้าของ คนนำทางก็บอกว่าเป็นผลงานของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งในพื้นฐานแห่งความสำเร็จหรือรูปแบบการพัฒนาเมืองและชนบทให้เป็นเมืองของทั้งประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ได้ตัวแบบจากประเทศอังกฤษซึ่งเคยปกครองประเทศทั้งสองนี้ คล้ายๆ กับเมืองอื่นๆ ที่ผมเคยมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนมา เช่น ที่ฮ่องกง และ ประเทศในเครือจักรภพอีกหลายประเทศ
ในวันที่ไปรับประทานอาหารค่ำที่กระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย ซึ่งตั้งอยู่กลางใจเมือง พอสองทุ่มเราก็แทบไม่เห็นรถราวิ่งกันขวักไขว่อย่างในบ้านเรา มีคนกล่าวว่า “มหาธีร์” เป็นนายกรัฐมนตรีที่ปกครองประเทศนี้ยาวนานที่สุดและเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการบูรณาการแนวคิดของฝรั่งมังค่าให้เข้ากับสังคมที่เคร่งครัดศาสนาอย่างมาเลเซียได้อย่างกลมกลืน ถึงขนาดตั้งโรงงานผลิตช็อกโกแลตที่อาจหวังให้เป็นของดึงดูดนักท่องเที่ยวเหมือนอย่างในยุโรปและอเมริกา
ขณะที่การพัฒนาเมืองเก่าแก่อย่าง “มะละกา” ในฐานะเมืองมรดกโลก สามารถทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวจีนและชาวมุสลิมอยู่ร่วมกันได้อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แม้ว่าธุรกิจที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจะอยู่ในมือของคนจีนส่วนใหญ่ แต่ก็ได้เห็นการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำคูคลองและส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว ซึ่งทั้ง กทม. และ ททท. ของบ้านเราหลังจากที่ศึกษาดูงานมาเกือบทั่วโลกน่าจะหยิบยกมาศึกษาหาข้อดีที่น่าจะนำมาใช้กับบ้านเรา โดยเฉพาะการทำให้ลำคลองรอบเมืองราวๆ เก้ากิโลเมตร ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนและทำให้ทัศนียภาพสองข้างฝั่งคูคลองสวยงามและเป็นพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้ที่เสมือนมีชีวิตจริงๆ
ส่วนการเดินทางเข้าประเทศสิงคโปร์ได้เห็นศักยภาพของประเทศที่มีขนาดเท่ากับเกาะภูเก็ตของประเทศไทย ที่สามารถใช้กำลังทรัพยากรมนุษย์และความมุ่งมั่นในการใช้หลักการ “ชาตินิยม (nationalism)” มาทำให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งในด้านเศรษฐกิจการศึกษาและการเมือง ทั้งนี้ ต้องถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล ได้ทรงซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 11 ไร่ บนถนน ออร์ชาร์ด (orchard) ในการสร้างสถานเอกอัครราชทูตไทยที่ยังคงตั้งตระหง่านโดดเด่นเป็นสง่าที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่ผ่านถนนสายหลักนี้ต้องได้เห็นและยังคงความสวยงามในแง่ของสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมของไทยให้ชาวโลกได้รับรู้
ต้องขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการชาตินิยมให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้นว่า แม้คนสิงคโปร์จะเหน็บแนมพรรครัฐบาลอย่าง People Action Party ว่า เป็นพรรค Pay and Pay เพราะคนสิงคโปร์ทำงานหนักแต่ต้องจ่ายคืนให้รัฐนำมาใช้สร้างรัฐสวัสดิการให้คนทุกหมู่เหล่าอย่างมากมาย แต่พวกเขาก็ยินดีเพราะมีธุรกิจยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยบางแห่งได้เข้าซื้อกิจการของคนสิงคโปร์อย่าง F & N ซึ่งเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงถึงเบียร์ยี่ห้อดังอย่าง “ไทเกอร์เบียร์” ได้ทราบมาว่า มีคนสิงคโปร์มาขอร้องให้บริษัทไทยอย่าเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ของเขา เพราะถือว่าเป็นความมานะบากบั่นของคนสิงคโปร์ในการสร้างแบรนด์หรือตราสินค้าดังกล่าวให้นานาชาติได้รู้จักสิงคโปร์
ขณะที่นักการเมืองทุกคนก็มุ่งมั่นทำงานเพื่อประเทศชาติเพราะเงินเดือนเท่าที่ทราบได้รับกันปีละหลายสิบล้านบาท อย่าง “ลีเซียนลุง” นายกรัฐมนตรี ได้รับสองล้านกว่าเหรียญดอลลาร์สิงคโปร์หรือกว่าห้าสิบล้านบาทต่อปี ทำให้เขาทุ่มเททำงานหนักเพื่อชาติ และสิงคโปร์เก่งกาจในฐานะประเทศที่นำเข้าทั้งบุคลากรและจัดสรรทรัพยากรต่างๆ เข้ามาอยู่ในการควบคุมกลไกต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมัน อะไหล่เครื่องจักรเครื่องยนต์รวมทั้งการเป็น “จุดรวมทางการเงินของภูมิภาค (financial hub)” เพราะสิงคโปร์มองไปที่ขีดความสามารถในขนาดพื้นที่ของประเทศที่เขาเชื่อว่าจะทำได้ดีกว่า การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์
นี่คือสิ่งที่ผมได้เห็นมาเผื่อว่าหลังการปฏิรูปการเมืองในประเทศไทย จะมีนักการเมืองคนรุ่นใหม่ๆ คิดดี ทำดี จะนำไปช่วยแก้ไขปัญหาเรื้อรังของประเทศได้บ้างผมจะยินดีอย่างยิ่ง








